อ่านแล้วเล่า

เว็บสรุปหนังสือหลากหลายแนว

Resource Revolution ธุรกิจพลิกอนาคต

สรุปหนังสือ Resource Revolution ธุรกิจพลิกอนาคต ค้นหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ในยุควิกฤตทรัพยากร ในยุคที่อะไรๆก็ 4.0 เรากลับใช้ทรัพยากรได้เหมือน 0.4 ยังไงยังงั้น

ย้อนกลับไปยังสมัยของ Adam Smith บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ผู้แต่งหนังสือชื่อ The Wealth of Nation หรือ ความมั่งคั่งของชาติ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1776 อดัม สมิท บอกว่าจากการปฏิวัติอุสาหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นในตอนนั้นจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น จะทำให้เกิดการปฏิวัติ 3 สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประชาคมโลกอยู่ดีกินดียิ่งขึ้น 3 สิ่งสำคัญที่จะพัฒนาขึ้นคือ

แรงงาน ทุน และ ทรัพยากร

แรงงาน มีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นจากการใช้แรงงานคนหรือสัตว์ มาเป็นแรงงานเครื่องจักรไอน้ำ จนมาถึงกระแสไฟฟ้าในทุกวันนี้ ทำให้มนุษยชาติได้ผลงานมากขึ้นด้วยหยาดเหงื่อที่น้อยลง นั่นน่าจะเป็นการปฏิวัติอุตสาหรรมครั้งใหญ่ทั่วโลก

จากนั้นไม่นานก็เกิดการสะสุมทุนที่มากขึ้นอย่างมหาศาล และกระจายออกไปได้กว้างขวางมากกว่าเดิม จากเดิมผู้คนอดอยากขาดแคลนสิ่งพื้นฐานจำเป็นอย่างเสื้อผ้าและอาหาร กลับกลายเป็นทุกคนสามารถเข้าถึงสิ่งพื้นฐานจำเป็นในการดำรงชีวิตอย่างมหาศาล เกิดเป็นชนชั้นกลางขึ้นมากมาย เมื่อได้ผลิตผลมากขึ้นจากแรงงานที่ลดลงก็เกิดเป็นผลผลิตส่วนเกินสะสมเป็นความมั่งคั่งจนสามารถเปลี่ยนเป็นทุน ทุนนี้คือการปฏิวัติในช่วงของกลุ่มบริษัท ที่เกิดจากการรวมทุนกันทำในสิ่งที่ใหญ่กว่าปัจเจกชนคนเดียวจะทำได้ กลายเป็นบริษัทร่วมลงทุนมากมายในยุคการเกิดบริษัทใหญ่ๆ อย่าง JP Morgan ที่รวมทุนเพื่อก่อกำเนิดโครงการที่ยิ่งใหญ่มากมายจนถึงทุกวันนี้

แต่สิ่งสุดท้ายที่ยังไม่มีการพัฒนาก้าวหน้าจากเดิมไปเท่าไหร่นักก็คือ ทรัพยากร

ทรัพยากรในที่นี้เช่นเรายังคงได้ผลิตผลเท่าเดิมจากทรัยากรที่ใส่เข้าไป หรืออาจจะพัฒนาไปบ้างแต่ก็ยังไม่ถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “ก้าวกระโดด” ครั้งสำคัญมากนักที่จะก่อให้เกิดผลกระทบมหาศาลเหมือนอย่างการเปลี่ยนผ่านจากแรงงานคนหรือสัตว์ ไปสู่เครื่องจักรไอน้ำ คุณรู้มั้ยว่าน้ำมันที่เราใส่เข้าไปในรถยนต์นั้นสูญเปล่าไปมากมาย มีเพียงแค่ไม่ถึง 20% ที่ทำให้รถเคลื่อนที่ แล้วพลังงานที่เหลือหายไปไหนหรอครับ..สูญเปล่าไประหว่างทางมากมาย ถ้าพูดให้ชัดเจนคือระบบของรถยนต์และเครื่องยนต์ทุกวันนี้ทำให้เราจ่ายค่าน้ำมันทิ้งไปร่วม 86% ที่สูญเปล่าเหมือนเรากำลังเผาเงินทิ้งไปกับท่อไอเสียและความร้อนสูญเปล่าของเครื่องยนต์อยู่ทุกครั้งที่ขับรถ

Resource Revolution เล่มนี้แปลโดยคุณ สฤณี อาชวานันทกุล ผู้พยายามผลักดันด้านนวัตกรรมสีเขียว หรือเทคโนโลยีที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมผ่านบทความและหนังสือที่แปลออกมามากมาย สารภาพว่าผมก็เป็นหนึ่งในผู้ติดตามผลงานของนักแปลนักเขียนคนนี้มาตั้งแต่เริ่มอ่านหนังสือได้ซักพัก

ในเล่มแบ่งออกเป็น 9 บทหลักๆที่จะพาคุณไปรู้จักการปฏิวัติทรัพยากรผ่านบริษัทมากมาย เช่น บริษัทน้ำมันที่ผลิกวงการด้วยการขุดเอาน้ำมันจากชั้นหินดินดานที่มีอยู่มหาศาลแต่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสามารถนำน้ำมันในชั้นหินที่ว่าออกมาให้คุ้มทุนได้ จนทำให้ราคาน้ำมันลงดิ่นจากเกิน 140 เหรียญสหรัฐและพุ่งไปจนถึง 200 เหรียญสหรัฐต่อบาเบลในสมัยที่หลายคนคงจำได้ว่าธุรกิจติดแก็สบูมในบ้านเรามากขนาดไหน จนทุกวันนี้ไม่มีใครคิดจะติดแก็สให้รถอีกต่อไปแล้ว..

บทที่ 1 ว่าด้วยการฉวยโอกาสที่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดที่ว่าด้วยเรื่องของเครื่องจักรไอน้ำที่มีมาก่อนที่มันจะถูกปฏิวัติแรงงานด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพแบบผลิกกระดานด้วย เจมส์ วัตต์ ที่ทำให้ลืมการทอฝ้ายด้วยแรงคนอีกต่อไป หรือแม้กระทั่งในกรณีของฟอร์ด ที่ใช้ระบบสายพานการผลิตที่ทำให้รถยนต์เป็นที่เข้าถึงได้ทุกคน ทั้งๆที่รถยนต์ก่อนหน้านั้นก็มีออกมานานกว่าจะเกิดรถยนต์รุ่นโมเดลทีของฟอร์ด

บทที่ 2 ว่าด้วยเรื่องจอยสติ๊กเจอแท่นขุดเจาะ การปฏิวัติจากใต้ดิน อย่างที่บอกไปแล้วว่าทำให้การจุดเจาะในชั้นหินดินดานที่อุ้มน้ำมันเอาไว้มากมายเป็นไปได้ ด้วยหัวเจาะที่สามารถพลิก 90 องศาจากที่เคยต้องเจาะเป็นแนวดิ่งอย่างเดียว สามารถตะแคงเป็นแนวนอนตามแนวชั้นหินดินดานที่อุ้มน้ำมันไว้ ผนวกกับเทคโนโลยีในการอัดน้ำเข้าไปเพื่อดึงน้ำมันในชั้นหินดินดานหรือหินทรายนั้นออกมา จนทำให้กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของโลกอย่าง OPEC ไม่ได้ผูกขาดอำนาจเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป

บทที่ 3 สูตรเพิ่มผลิตภาพทรัยากรสิบเท่า ผู้เขียนยกตัวอย่างเรื่อง Drone ที่ปฏิวัติการทำสงครามและเครื่องบินรบราคาแพงให้ลดความสำคัญลงไป เพราะก่อนหน้านี้เครื่องบินรบส่วนใหญ่นั้นแพงด้วยระบบที่ทำเพื่อให้นักบินปลอดภัย แต่พอเป็น Drone ที่ไม่ต้องมีนักบินติดเครื่องมานั้นสามารถทำให้สามารถบินได้เร็วกว่าเพราะนักบินโดยทั่วไปมีขีดจำกัดความเร็วที่ทนรับได้อยู่ที่ 9 น็อต หรือ 9 เท่าของความเร็วเสียง ถ้าเร็วเกินกว่านี้นักบินจะหมดสติไป แต่พอเป็น Drone ที่ไม่ต้องมีนักบินติดมาด้วยทำให้สามารถบินได้เกินไปถึง 20 น็อตได้สบาย และ Drone สามารถลดราคาเครื่องบินจากหลายร้อยหรือพันล้านเหรียญให้เหลือเพียงไม่กี่สิบล้านเหรียญได้สบายๆ ผู้เขียนบอกว่าถ้าจะปฏิวัติวงการอะไรก็ตามให้เห็นผลต้องตั้งเป้าการทำให้ดีขึ้นไม่น้อยกว่า 80% ขึ้นไป เพราะปกติแล้วสินค้าในตลาดจะพัฒนาขึ้นทีละเล็กน้อยประมาณ 10-15% ทุกปี (คิดถึงโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่เป็นตัวอย่างก็ได้เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม) ถ้าจะทำให้เกิดแรงกระทบมากพอต้อง 50-80% เป็นอย่างน้อย คิดให้ง่ายขึ้นอีกนิดคิดถึงตอน iPhone เปิดตัวครั้งแรก ก่อนหน้านั้นใช่ว่าจะไม่เคยมี O2 หรือ Plam มาก่อน แต่พอ iPhone ออกมามันทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น มือถือเครื่องเดียวสามารถเป็นอะไรก็ได้ด้วแอพที่ไม่ได้จำกัดด้วยแค่ Apple เท่านั้น จากนั้นทุกคนบนโลกก็แทบลืม Feature Phone ทั่วไปจนทำให้ Nokia ต้องตกกระป๋องซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงทุกวันนี้ (ถ้าไม่รับว่า Nokia ขายระบบสื่อสารมากกว่านะ)

บทที่ 4 DRITT กับซอฟต์แวร์ที่ต้องประกอบก่อนใช้ พูดถึงผู้ที่คิดค้นภาษา Java ขึ้นมาที่เปลี่ยนการเขียนโปรแกรมไปตลอดการ เพราะคนสามารถดึงคุณสมบัติมาใช้ หรือ object ที่มีอยู่แล้วมาประกอบกันใหม่ให้กลายเป็นสิ่งที่ต้องการได้ ไม่จำเป็นต้องเขียนใหม่หมดทุกครั้งเหมือนก่อน

บทที่ 5 บูรณาการระบบ เมื่อพลังของเครื่องจักรเจอกับอินเตอร์เน็ตของทุกสิ่ง หมายถึงเราไม่สามารถปรับปรุงแต่จุดใดจุดหนึ่ง หรือตัวเราแค่คนเดียวแล้วจะเกิดการปฏิวัติหรือพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้อีกต่อไป แต่เราอยู่ในยุคที่เรามีข้อมูลมหาศาลที่สามารถเก็บมาแล้วแบ่งปันเพื่อพัฒนาและแชร์ความรู้เหล่านั้นด้วยกันได้ เหมือนที่โบอิ้งกับแอร์บัสสามารถแชร์ข้อมูลที่ต้องการหรืออยากแลกเปลี่ยนกัน เพราะปัญหาที่ฝ่ายนึงแก้ไขได้แล้วใช่ว่าอีกฝ่ายจะไม่มีวันแก้ไขได้ในอนาคต สู้เราช่วยกันพัฒนาไปด้วยกันดีกว่า

บทที่ 6 จังหวะคือทุกสิ่ง พูดถึงการที่ถ้าบริษัทหรือเทคโนโลยีใดเข้ามาในตลาดเร็วเกินไปก็ยากที่จะอยู่รอดได้ แต่ถ้าเข้ามาช้าเกินไปก็ไม่สามารถไล่ตามเค้าได้ทัน ต้องคิดถึงสินค้าหรือบริการในมุมมองที่อยู่นอกห้องแลปที่มีตัวแปรมากมายที่ไม่สามารถควบคุมได้ ต้องคิดถึงความเป็นจริงของผู้ใช้งานที่ต้องลองเป็นครั้งแรก ต้องคิดถึงการขยายขนาดจากตลาดเฉพาะกลุ่มเป็นสู่ตลาดพันล้านคนของโลก และต้องสามารถอดทนพอที่จะอยู่ในถึงจุดนั้นได้เหมือนตัวอย่างของโซลาเซลล์จากที่เคยมีราคาแพงและมีลูกค้าเป็นแค่ NASA ที่ใช้สร้างพลังงานให้ดาวเทียม เกิดขึ้นกว่า 70 ปีก่อนมาแล้ว กว่าจะกลายเป็นหลังคาไฟฟ้าโซลาเซลล์วันนี้ก็ต้องรู้จักรอจังหวะที่เหมาะสม หรือต้องรู้จักสร้างจังหวะที่เหมาะสมขึ้นมาเอง

บทที่ 7 ทำให้สำคัญ การขยายขนาดและการใช้ประโยชน์เชิงพานิชย์ ต้องอาศัยการทดลองนานหลายปี และองค์กรต้องมีผู้กล้าที่ไม่กลัวที่จะลองวิธีใหม่ๆ เรียนรู้จากคนอื่น และโยนวิธีเดิมๆทิ้งไป เพราะบริษัทใหญ่ๆมักติดกับดักความสำเร็จเดิมๆที่ทำให้ตัวเองใหญ่ขึ้นมาจนไม่กล้าลองเปลี่ยนและเรียนรู้จากคนอื่น อย่างซัมซุงที่บุกตลาด LED และ DRAM ก่อนใครเพื่อนจนวันนี้กลายมาเป็นเจ้าตลาดของโลก เพราะไม่ว่าลูกค้าจะซื้อมือถือจากใครจอ LED ในโทรศัพท์และ DRAM ในเครื่องส่วนใหญ่ก็มาจากซัมซุงทั้งนั้น แต่กว่าจะมาแบบนี้ได้ไม่ใช่ง่ายเพราะประธานบริษัทซัมซุงเองต้องเคยสั่งทุบและเผาจอ LED ที่ผลิดไม่ได้มาตรฐานทิ้งไปในยุคแรกๆที่จอยังราคาแพงมากกว่าแสนชิ้น เพื่อให้พนักงานทุกคนเรียนรู้ในครั้งนั้นว่าถ้าสินค้าไม่ได้มาตรฐานที่สูงพอ ซัมซุงจะไม่หยุดพอใจปล่อยให้มันผ่านไปอีกแล้ว

บทที่ 8 จัดระเบียบสู่ความสำเร็จ บริษัทต้องรู้จักลายเป็นบริษัทเครือข่าย กระจายความรู้ศูนย์กลายออกไปให้หน้าร้านสามารถตัดสินใจปัญหาได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอแต่ศูนย์กลางสั่งอนุมัติให้ทำเพียงอย่างเดียว ต้องรู้จักมองหาคนเก่งจากต่างสาขาเข้ามาทำงานเพื่อสร้างความหลากหลาย เช่น IDEO ของอังกฤษ และต้องรู้จักพัฒนาคนในองค์กรให้เก่งด้วยไม่ใช่เอาแต่กว้านซื้อเข้ามา และสุดท้ายต้องรู้จักกระจายงานออกไปข้างนอกเพื่อเปิดรับโอกาสใหม่ๆที่ข้างในองค์กรไม่มี

บทที่ 9 ถ้าไม่ใหญ่ก็กลับบ้านไป พูดถึงหลายๆบริษัทที่มีแนวโน้มจะปฏิวัติทรัพยากรได้ และบริษัทเหล่านี้ก็ใหญ่โตขึ้นทุกวันไม่ใช่แค่ Facebook หรือ Google หรือบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังมีบริษัทที่ให้บริการ Solar Cell แบบเช่าไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ใดๆ แค่เซ็นสัญญาให้บริษัทติดตั้งแผงโซลาเซลล์ที่บ้าน และคุณก็ต้องจ่ายเงินเพื่อใช้ไฟฟ้าจากหลังคาบ้านคุณเองในราคาที่ถูกกว่าไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทั่วไป จากการเปลี่ยนแนวคิดที่ให้เจ้าของบ้านเป็นเจ้าของโซลลาเซลล์เองทำให้เจ้าของบ้านตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเพราะไม่อยากผูกพันธ์ภาระกับแผงโซลาเซลล์ราคาแพง เพราะคนส่วนใหญ่ต้องการแค่พลังงาน แต่ไม่ได้ต้องการโรงงานผลิตพลังงานราคาแพงเลย

สุดท้ายนี้ ยังมีอีกมากมายหลายเรื่องที่น่าสนใจในเล่มที่ผมไม่สามารถหยิบมาเล่าทั้งหมดได้ แต่ถ้าคุณเป็นคนสนใจในแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับตลาดในอนาคต เพราะผู้เขียนทำงานในบริษัท Mckinsey เป็นผู้บริหารระดับสูงมานานในด้านเทคโนโลยีสะอาดและพลังงาน จะมีเรื่องราวน่าสนใจจากประสบการณ์ตรงมากมายที่คุณไม่สามารถหาเจอจากในอินเตอร์เนตพร้อมกันได้เท่ากับเล่มนี้แบบง่ายๆแน่

อ่านแล้วเล่า สรุปหนังสือ Resource Revolution ธุรกิจพลิกอนาคต
Stefan Heck, Matt Rogers and Paul Carroll เขียน
สฤณี อาชวานันทกุล แปล
สำนักพิมพ์ Openworlds

อ่านสรุปหนังสือของสำนักพิมพ์ Openworlds เพิ่ม https://www.summaread.net/category/openworlds/
สนใจหาข้อมูลหนังสือเพิ่มเติม http://openworlds.in.th/books/resource-revolution/

Tagged: ,

Leave comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *.