The 4-Hour Workweek ทำน้อยแต่รวยมาก

The 4-Hour Workweek โดย Timothy Ferriss เล่าถึงวิธีแห่งเศรษฐีแนวใหม่..

..เมื่อพูดถึงคำว่า “เศรษฐี” แว๊ปแรกในหัวผมคือคนที่มีมากล้นด้วยเงินทองทรัพย์สมบัติ คนที่ร่ำรวยด้วยเวลาที่จะทำอะไรก็ตามที่แลดูน่าอิจฉาในความคิดรากหญ้า(อย่างผม) อารมณ์ประหนึ่ง Bruce Wayne หรือมหาเศรษฐีผู้ว่างและร่ำรวยมากจนต้องไปเป็น Batman เพื่อให้ตัวเองลำบากเล่น นี่คือแว๊ปแรกที่ผ่านเข้ามาในหัว

..จากนั้นแว๊ปที่สองหลังจากได้ใช้สมองอันน้อยนิดของผม(อีกละ)ไตร่ตรองดูว่าบรรดา “เศรษฐี” ทั้งหลายที่ผมรู้จัก(ผ่านหนังสือพิมพ์หรือหน้าเวปนะ ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวขนาดมีไลน์มีเฟซอะไรแบบนั้น) คนอย่างท่านเจ้าสัวหมื่นล้านแสนล้านทั้งหลาย ดูเป็นคนที่ทำงานหนัก ตรากตรำ ไม่หยุดคิด พูดอะไรแต่ละทีก็ดูฉลาดไปหมด(จนผมไม่รู้ว่าวันๆนึงท่านๆเหล่านี้เคยพูดอะไรโง่ๆบ้างหรือเปล่านะ) ดูเป็นคนที่ใช้เวลาแทบจะทั้งชีวิตแลกกับความสำเร็จจนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนำหน้านามว่า “เศรษฐี” ยังไงยังงั้น

สรุปว่าก่อนอ่านภาพในหัวผมมีอยู่แค่สองภาพนี้แหละคือเศรษฐีผู้กำเนิดมาพร้อมความรวย และเศรษฐีผู้สร้างจากเหงื่อต่างน้ำ..แต่พอได้อ่านไปได้ซักพักผมกลับพบความหมายใหม่ที่น่าสนใจว่า “เศรษฐีสมัยใหม่” นี้ไม่จำเป็นต้องทุรนทุรายทำงานชนิดตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต แต่คือคนที่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่คนส่วนใหญ่ได้แต่เฝ้าฝัน หรือได้ลองทำในสิ่งที่หลายคนได้แต่อิจฉาเมื่อเห็นภาพทุกครั้งที่แอบอู้งานสองนาทีเล่นเฟซแปบนึงอ้างว่าคลายเครียด..

นิยามความเป็น “เศรษฐีสมัยใหม่” ไม่ใช่การได้เป็นเจ้าของทรัพยสมบัติมากมาย หรือมีเงินมหาศาลล้นตู้เซฟธนาคารอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ประสบการณ์”

ประสบการณ์ที่ใครส่วนใหญ่ได้แต่เฝ้าฝันว่าเมื่อวันนึงฉันเกษียณ หรือสะสมเงินทองได้มากพอจนไม่ต้องทำงาน ฉันจะได้ใช้ชีวิตตามฝัน..แต่กว่าจะถึงเวลานั้นข้อเข่าไม่เสื่อมกันแล้วหรอครับ?

เท่าที่ผมจับใจความได้ของการเป็นเศรษฐีแนวใหม่คือการสร้างระบบทำเงินอัตโนมัติ ไม่ต้องมากมายแต่พอให้คุณได้ไปใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้ 

สร้างระบบที่ทำให้คุณหลุดออกจากวังวนของการทำงาน ตอบอีเมลล์ ประชุมน่าเบื่อ หรือไม่แต่ติดอยู่ในคอกที่ออฟฟิศ โดยทั้งหมดที่เหมือนโม้นี้ผู้เขียนบอกว่าเป็นไปได้ และมีหลายคนในโลกก็เป็นไปแล้ว นั่นคือการลดชั่วโมงการทำงานโดยไม่ลดประสิทธิผลและการทำงานจากทางไกลที่แสนสะดวกสะบายด้วยอินเตอร์เนต wifi 4G ที่แม้แต่ประเทศลาวยังมีมาปลายปี(แต่ไทยเพิ่งจะมีเมื่อปีก่อน)

การทำงานโดยยึดติดกับชั่วโมงการทำงานของเราในทุกวันนี้มีรากฐานมาจากการทำงานผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมเมื่อตอนปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เหมือนเรายังใช้เครื่องจักรไอน้ำวิ่งบนท้องถนนแทนที่จะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วนอย่าง Tesla

แล้วการทำงานแบบไม่ต้องยึดติดกับสถานที่และเวลาเป็นยังไงล่ะ?

จริงๆแล้วหลายงานหลายตำแหน่งสามารถทำจากที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศเลยยังได้ แค่ติดต่อสื่อสารได้และสร้างระบบรองรับไว้ให้ดีพอ และผู้เขียนยังบอกอีกว่าเคยสังเกตุกันมั้ยครับว่าหลายครั้งในชั่วโมงทำงานอันมีค่าของเรา โดนรบกวนโดยความสะดวกรวดเร็วในการสื่อสารที่เกินพอดี เช่น อีเมลล์ไม่สำคัญ ไลน์กรุ๊ป เฟซบุ๊คแชท(อันนี้โทษตัวเองกันนะ) การประชุมที่ไม่มีหัวข้อและบทสรุป(สรุปคือไม่ม่ข้อสรุป) สิ่งไร้สาระเหล่านี้กลับดึงสมาธิจากการทำงานเราไปจนเราแทบไม่เหลือเวลาให้โฟกัสกับการทำงานสำคัญๆจริงๆเลย

เรามัวเสียเวลากับเรื่องไร้สาระในแต่ละวันทั้งที่เรื่องเหล่านั้นเราสามารถข้ามมันไปได้..และจากการวิจัยพบว่าการถูกขัดจังหวะในการใช้ความคิดหนึ่งครั้งต้องใช้เวลาราวๆ 23-45 นาทีถึงจะทำให้เรากลับมาโฟกัสกับสิ่งนั้นได้เต็มที่อีกครั้งนึง..

โอ้โห หลายคนคงร้องแบบนี้เพราะทุกวันนี้โดนไลน์กรุ๊ปตามแทบจะนาทีต่อนาที อัพเดทยิ่งกว่าบิ๊กจอร์จพากษ์บอลคู่บิ๊กแมชต์อีก..

เพราะใจความสำคัญของผลกำไรสูงสุดไม่ใช่การเพิ่มงานเข้าไป แต่เป็นการลดงานที่ไม่จำเป็นออกไปต่างหาก ผู้เขียนพยายามย้ำเรื่องกฏ 80/20 อยู่ตลอดในเล่มว่า เลือกตัดสิ่งที่ทำแล้วไม่คุ้มเวลา และเอาเวลาไปใส่ใจกับสิ่งที่คุ้มค่าดีกว่า

บางคนอาจบอกว่าทุกอย่างที่ต้องทำในแต่ละวันมันสำคัญหมดเลยนะ ถ้างั้นคุณต้องมาลำดับความสำคัญแล้วล่ะว่าอะไรคือที่ 1 2 3 ไปถึง 10 แต่ถ้าคุณยังยืนยันอีกว่าทุกอย่างก็สำคัญเท่ากันหมดแหละ..งั้นแสดงว่าคุณมีปัญหาในการจัดลำดับความสำคัญของเวลาแล้วล่ะ

อย่าใช้ชีวิตจนเอาแต่รอวันเกษียรแล้วจึงเริ่มใช้ชีวิต

เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของคนเราคือเวลาครับ เวลานั้นไม่ว่าเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ ยกเว้นว่าจะซื้อเวลาบนนาฬิกา philippe patek อันนี้มีค่าจริง

จงใช้ชีวิตอย่างที่คุณอยากใช้ ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ เก็บประสบการณ์ใหม่ๆให้ชีวิตอยู่เสมอ อย่าลืมจัดลำดับความสำคัญ และจงจำให้ขึ้นใจฝังลงหัวว่า “อย่าทำงานเพียงเพื่อให้รู้สึกว่ามีงานทำ แต่จงทำมันเพราะมันก่อให้เกิดผลงาน”

The 4-Hour Workweek
ทำน้อยแต่รวยมาก

Timothy Ferriss เขียน
ตวงทอง สรประเสริฐ แปล
สำนักพิมพ์ Be Better

อ่านเมื่อปี 2017