รู้ทันอนาคตที่(อาจจะ)ไม่มีคุณ The Industries of the Future

เป็นหนังสือที่ให้ภาพอนาคตแบบคร่าวๆตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที เพราะถ้าเราไม่เตรียมพร้อมรับมือไว้ ก็ตามชื่อหนังสือนั่นแหละครับ เราอาจจะไม่มีที่ยืนในอนาคตได้ ด้วยเทคโนโลยีต่างๆมากมายที่พร้อมเข้ามาแทนที่มนุษย์เรา

Formless และ Borderless คือสองคำที่น่าจะเป็นหัวใจหลักในการบรรยายถึงโลกอนาคต, Formless คือการไม่ยึดติดกับสิ่งเดิม ไม่ว่าจะวิธีการ ความเชื่อ หรือความสำเร็จ เพราะทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงตลอดและเร็วขึ้นเรื่อยๆ ส่วน Borderless คือโลกจะเปิดกว้างยิ่งขึ้น เส้นแบ่งต่างๆจะค่อยๆจางหายไป มีโอกาสให้แทบกับทุกคน

แต่โลกที่เปิดกว้างขึ้นก็ไม่ได้มีแค่โอกาส แต่มันหมายถึงการแข่งขันและคู่แข่งที่จะพรั่งพรูตามมาด้วย ดังนั้นถ้าไม่แกร่ง ไม่เร็ว ไม่ชัดเจนในความเชี่ยวชาญพอ ก็ยากที่จะมีที่ให้เราอยู่ในอนาคตครับ

เพราะนวัตกรรมกับโลกาภิวัฒน์นั้นสร้างทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ โลกาภิวัฒน์จะทำให้ค่าแรงในประเทศสูงขึ้น แต่ด้วยค่าแรงที่สูงขึ้นนี่แหละที่จะทำให้คนในประเทศไม่มีงานทำ เพราะงานจะถูกถ่ายโอนไปยังสองส่วน ไม่เทคโนโลยีที่ดีขึ้นเพื่อช่วยลดต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น ก็ส่งไปยังประเทศที่ยังมีค่าแรงถูกกว่า เรื่องนี้ดูได้ง่ายๆจากการที่สินค้าในอเมริกาแทบไม่ได้ผลิตในอเมริกาเลย หรือญี่ปุ่นเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในประเทศสามารถดึงเอางานด้านการผลิตกลับมาในประเทศได้มากขึ้น โดยไม่ต้องจ้างคนทำงานเพิ่มขึ้นเลย

หุ่นยนต์จะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของอนาคตมากขึ้น ทุกวันนี้หุ่นยนต์กว่า 70% ในโลกถูกผลิตขึ้นใน 5 ประเทศเท่านั้น นั่นก็คือ ญี่ปุ่น จีน อเมริกา เกาหลีใต้ และ เยอรมณี โดยเฉพาะเกาหลีใต้นั้นสามารถผลิตหุ่นยนต์เพื่อส่งออกมากกว่าที่จะผลิตไว้ใช้เองเหมือนอย่าง 4 ประเทศที่เหลือ

แต่หุ่นยนต์นั้นจะแพร่หลายจนเป็นที่ยอมรับในสังคมได้ก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศเช่นกัน

อย่างที่ญี่ปุ่นสามารถอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์ได้ดี ด้วยวัฒนธรรมจากลัทธิชินโตที่เชื่อว่าทุกของทุกอย่างนั้นมีวิญญาณในตัวเอง ทำให้คนในญี่ปุ่นยอมรับที่จะอยู่กับหุ่นยนต์ได้อย่างสนิทใจ เมื่อเทียบกับตะวันตกที่มองว่าสิ่งของก็คือสิ่งของ เครื่องมือก็คือเครื่องมือ ต้องกำกับควบคุมให้อยู่หมัด ทำให้การยอมรับที่จะอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์ในสังคมตะวันตกนั้นล้าหลังกว่าญี่ปุ่น

ไม่น่าเชื่อนะครับว่าวัฒนธรรมในอดีตจะมีผลต่อเทคโนโลยีเพื่ออนาคตได้ขนาดนี้

แล้วงานที่เคยคิดว่ามีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ ในวันนี้แทบทุกอย่างหุ่นยนต์หรือ AI สามารถทำแทนได้หมดแล้ว ที่หุ่นยนต์นั้นเก่งขึ้นมากอย่างรวดเร็วก็ด้วยสองปัจจัยหลัก หนึ่งคือพลังการประมวลผลที่เร็วขึ้นและถูกลง และสิ่งที่สำคัญมากๆก็คือระบบ Cloud

Cloud ทำให้หุ่นยนต์แต่ละตัวสามารถเรียนรู้ร่วมกับหุ่นยนต์อื่นได้ ในอดีตที่หุ่นยนต์พัฒนาได้ช้าเพราะเรียนรู้แยกกัน แต่วันนี้เมื่อระบบ Cloud เข้ามาทำให้หุ่นยนต์ล้านตัวสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ถ้ามีหุ่นยนต์ตัวหนึ่งเดินพลาดล้มตกบันได หุ่นยนต์ตัวนั้นจะแชร์ข้อมูลขึ้น Cloud แล้วหุ่นยนต์อีกล้านตัวก็จะเรียนรู้ว่าอะไรที่จะทำให้ล้ม จากนั้นหุ่นยนต์ล้านตัวนั้นก็จะไม่ล้มแบบหุ่นตัวแรกที่ล้มครั้งแรก

นี่คือการปฏิวัติการเรียนรู้แบบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้แบบหุ่นยนต์ ยกเว้นว่าเราจะเอาสมองเชื่อมโยงกันผ่าน Cloud ได้

เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในวันนี้ยากที่จะคาดเดาได้ ถ้าให้เทียบก็เหมือนกับอินเทอร์เน็ตเมื่อยี่สิบปีก่อน ใครจะจากเทคโนโลยีของพวกเนิร์ดที่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยู่ได้โดยไม่ใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว

ทุกวันนี้มีหุ่นยนต์สระผมเกิดขึ้นมาแล้วครับ แถมยังมีตั้ง 24 นิ้วที่พร้อมสระและนวดหัวให้เราโดยไม่มีบ่น ลองคิดดูซิว่าขนาดงานสระผมหุ่นยนต์ยังเข้ามาแทนได้ แล้วจะเหลืองานอะไรที่หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนไม่ได้อีก

เหลือก็แค่มันคุ้มมั้ยในแง่การลงทุนที่จะเอาเข้ามาแทนที่คนเท่านั้นเอง

ผ่านจากหุ่นยนต์กเป็นเรื่องของมนุษย์สายพันธ์ใหม่

อุตสาหกรรมล้านล้านดอลลาร์ล่าสุดนั้นสร้างขึ้นด้วยวงจรคอมพิวเตอร์ แต่อุตสาหกรรมล้านล้านดอลลาร์อันถัดไปจะสร้างด้วยรหัสพันธุกรรมของเรา

อย่างรหัสพันธุกรรมทำให้รักษามะเร็งได้ตรงจุด และดีขึ้นภายใน 2 อาทติย์ และ 4 ปีผ่านไปก็ยังไม่มีวี่แววจะกลับมาเป็นอีกเลย

ชายคนหนึ่งเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งหายาก แต่พอเค้าถอดรหัสพันธุกรรมตัวเองได้ก็พบว่ามะเร็งนี้เกิดจากความผิดปกติของยีนตัวหนึ่ง ที่ผลิตโปรตีน FLT3 มากเกินไป ที่ไปเร่งการเติบโตของมะเร็งที่ว่าเข้า พอรู้ว่ายีนตัวไหนผิดปกติก็สามารถหายาที่รักษาเฉพาะจุดนั้น ไม่ต้องทำคีโมหรือฉายแสงจนทำให้เซลที่ดีต้องเสียหายไปด้วยแบบเดิมๆ

การฆ่าตัวตายก็มาจากยีนตัวหนึ่งที่ชื่อ ACP1 ก็เจอจากการตรวจรหัสพันธุกรรม และก็สามารถผลิตยาเพื่อรักษาอาการผิดปกติจากยีนตัวนั้นได้

คาดว่าอีกไม่เกิน 20 ปี การตรวจรหัสพันธุกรรมจะกลายเป็นเรื่องปกติทางการแพทย์ เสมือนกับการวัดความดันหรือใช้ปลอดวัดไข้เลยทีเดียว

แล้วประเด็นเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์จะกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

ขนาดว่าทุกวันนี้ผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆในอเมริกาเองต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์มาเป็นกรรมการของบริษัทด้วย ถ้าบริษัทไหนไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ ก็ถือว่าเป็นการบริหารผิดพลาดไปเลย

เหมือนอย่างห้าง Target ที่เคยพลาดเรื่องความปลอดภัยบนไซเบอร์เมื่อปี 2013 จนถูกแฮกฐานข้อมูลบัตรเครดิตลูกค้าหลายสิบล้านราย จนส่งผลให้กำไรในปี 2013 ลดลงกว่า 46% เมื่อเทียบกับปีก่อน แถมยังถูกร้องเรียนค่าเสียหายตามมาอีกกว่าครึ่งพันล้านดอลลาร์

ดูบทเรียนของ Target เป็นตัวอย่างถ้าไม่อยากเจ็บตัวแพงแบบนี้

หรือแม้แต่สำนักข่าว AP เองก็ยังเคยถูกแฮกทวิตเตอร์เพื่อปล่อยข่าวลวงว่าทำเนียบขาวถูกวางระเบิด และประธานาธิบดีโอบามาในตอนนั้นได้รับบาดเจ็บ เพียงแค่ไม่กี่นาทีหลังข่าวลวงนี้ทำเอาตลาดหุ้นนิวยอร์กสูญเสียมูลค่าไปกว่า 136,000 ล้านดอลลาร์ครับ

หรือตอนที่อเมริกาวางแผนโจมตีแนวป้องกันทางอากาศของลิเบีย ก็มีการหารือกันภายในว่าจะใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด หรือจะใช้การโจมตีทางไซเบอร์แทนดี เพื่อจำกัดวงความเสียหายให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และลดจำนวนคนตายที่ไม่เกี่ยวข้อง

จีนเองก็เป็นชาตินัก Hack มานานแล้ว

อดีตผู้อำนวยการ NSA เปิดเผยว่าอเมริกาถูกจีนโจมตีทางไซเบอร์เป็นประจำ เพื่อขโมยข้อมูลความลับทางการค้าที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทเอกชน ส่งผลความเสียหายไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

แถมเมื่อเรากำลังก้าวเข้าสู่ชีวิต IoT หรือทุกสิ่งอย่างรอบตัวเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เชื่อมั้ยครับว่าหลอดไฟหรือตู้เย็นก็เคยมีคนแฮกมาแล้ว

เมื่อราบสิบปีก่อนตลาดความปลอดภัยทางไซเบอร์มีขนาดแค่ 3,500 ล้านดอลลาร์ แต่ในปี 2017 คาดว่าจะไม่น้อยกว่า 120,000 ล้านดอลลาร์ครับ

และความปลอดภัยทางไซเบอร์จะไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทยักษ์ใหญ่ หรือเรื่องระหว่างรัฐบาลเท่านั้น แต่จะเป็นเรื่องของประชาชนทุกคนที่รัฐบาลต้องให้ความปกป้อง จนมีแนวโน้มว่าความปลอดภัยทางไซเบอร์จะกลายเป็นอีกหนึ่งสิทธิพื้นฐานของพลเมืองที่รัฐบาลต้องดูแลครับ

แต่บ้านเราตอนนี้ยังไม่เห็นพรรคไหนเอามาใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลยนะครับ

เมื่อที่ดินเคยเป็นวัตถุดิบในยุคเกษตร เหล็กคือวัตถุดิบในยุคอุตสาหกรรม และข้อมูลนี่เองคือวัตถุดิบสำคัญในยุคดิจิทัล

เราอาจถูกเอาข้อมูลมาเป็นอาวุธทำร้ายเราได้ง่ายๆเลยล่ะครับ

ทีมงานหาเสียงของ Obama ตอนปี 2012 เองเคยใช้การทดสอบหัวเรื่องอีเมลที่ส่งออกไปมากมาย จนพบว่าหัวเรื่องอีเมลที่เขียนว่า “เขาจะทุ่มงบมากกว่าผม” สามารถเรียกเงินบริจาคได้มากกว่า 2,673,278 ดอลลาร์ ส่วนที่แย่ที่สุดคือ “มีสิ่งหนึ่งที่โพลถูกต้อง…” นั้นเรียกเงินบริจาคได้แค่ 403,603 ดอลลาร์เท่านั้น

ทีมงานชุดนี้บอกว่าหมดยุคการเดาอีกแล้วว่าควรลงทุนในอะไร ในเมื่อเราอยู่ในยุค Big Data

ผมคิดเหมือนกันว่าอีกหน่อยบริษัททั้งหลายต้องใช้ Data ในการจัดสรรงบ รูปแบบจะเป็นว่าแบ่งงบออกมาส่วนหนึ่งก่อนเพื่อทดลองและเก็บข้อมูลว่าจะจัดสรรงบที่เหลืออย่างไร

ในอนาคตนั้นความชำคาญเฉพาะทางคือกุญแจสู่ความสำเร็จ ทุกประเทศไม่จำเป็นต้องเป็นอย่าง Silicon Valley ที่เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ต เพียงแค่หาจุดที่ตัวเองเชี่ยวชาญให้เจอ อย่างปารีสเชี่ยวชาญเรื่องแฟชั่น หรือนิวซีแลนด์ที่เชื่ยวชาญเรื่องวัว

ก็เลยเอาเทคโนโลยีดิจิทัลและ Big Data มาประยุกต์ใช้จนทำให้สามารถส่งออกเนื้อวัวได้เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าภายในปีเดียว

นิวซีแลนด์ใช้เทคโนโลยี Big Data ในการหาข้อมูลว่าตรงไหนที่มีหญ้าให้วัวกิน แล้วก็พาวัวไปตรงนั้น ผลคือไม่ต้องพาวัวเดินไปเรื่อยๆโดยไม่มีจุดหมาย แค่เก็บข้อมูลของหญ้ามาบอกให้ผู้เลี้ยงรู้ก็พอ

หรือถ้าเมืองไทยเราไม่แน่ใจว่าเหมือนกันว่าความเชี่ยวชาญคืออะไร แต่สำคัญคือต้องหาให้เจอแล้วค่อยเอาเทคโนโลยีมาเสริมให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น เหมือนนิวซีแลนด์

สุดท้ายแล้วผู้เขียนพบว่าสิ่งที่ผู้นำหลายๆประเทศกังวลเหมือนกันคือ รู้สึกว่าตัวเองอำนาจน้อยลงเรื่อยๆตั้งแต่อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียแพร่หลาย

นั่นแหละครับ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอนาคตของรัฐบาลหรือชาตินั้นจะมีที่ยืนในอนาคตมั้ย

สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญว่าคุณจะมีที่ยืนในอนาคตมั้ยคือการพร้อมปรับตัวให้ทันโลก หรือไม่คุณก็ต้องยอมออกมานอกเกมกระแสโลก แล้วสร้างโลกเล็กๆของตัวเองขึ้นมา

อ่านแล้วเล่า เล่มที่ 4 ของปี 2019

รู้ทันอนาคตที่(อาจจะ)ไม่มีคุณ
The Industries of The Future
ALEC ROSS เขียน
สำนักพิมพ์ Bingo

20190127