Homo Deus ประวัติย่อของวันพรุ่งนี้

Homo Deus เล่มนี้เป็นหนังสือในชุด 3 เล่มที่โด่งดังซึ่งประกอบด้วย Sapiens ประวัติย่อมนุษยชาติ และ 21 Lessons for the 21st Century 21 บทเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่เขียนโดย Yuval Noah Harari

แน่นอนว่าหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้เป็นที่พูดถึงอย่างมากสำหรับนักอ่าน และต่อให้คนที่ไม่ใช่นักอ่านก็ยังต้องเคยได้ยินถึงหนังสือหนึ่งในสามเล่มนี้บ้างไม่มากก็น้อย หนังสือ Homo Deus เล่มนี้เหมือนผู้เขียนตั้งใจให้เห็นภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 ในวันที่มนุษย์อาจจะไม่เหลือความร่างกายที่เป็นมนุษย์อย่างวันนี้ หรือในวันที่นิยามของคำว่ามนุษย์น่าจะต่างจากศตวรรษที่ 20 โดยสิ้นเชิง ด้วยความก้าวหน้าของสองสิ่ง หนึ่งคือ Data ที่ทำให้มนุษย์เอาไปต่อยอดให้เกิด Machine Learning ที่ชาญฉลาดมากจนอาจไม่ต้องพึ่งมนุษย์อีกต่อไป จนสามารถกลายเป็น AI ที่ฉลาดล้ำเกินมนุษย์คนไหนบนโลกจะเข้าใจได้

และสองเทคโนโลยีชีวภาพ หรือ BioTech หรือ Bioengineer

เทคโนโลยีชีวภาพนี้เองที่จะเป็นตัวเปลี่ยนนิยามของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 และต่อจากนี้ไปโดยสิ้นเชิง เพราะเราน่าจะข้ามขีดจำกัดของร่างกายในวันนี้ รวมถึงข้ามขีดจำกัดทางชีววิทยาที่ถูกกำหนดโดยธรรมชาติผ่าน DNA ในแบบที่พระเจ้ายังได้แต่มองด้วยความอิจฉาครับ

เช่น ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นคนใจร้อน ขี้โมโห ชอบพูดจารุนแรงกับคนอื่น ในอนาคตอันใกล้ ย้ำ ว่าอันใกล้ น่าจะในช่วงชีวิตเราถ้าคุณอายุเท่าๆกับผม คุณก็อาจจะเดินเข้าไปหาหมอเพื่อให้หมอแก้ไข DNA หรือ ยีน (Gene) ที่ทำให้คุณมีนิสัยที่ไม่ดีแบบนี้ทิ้งไปได้ง่ายๆ โดยที่คุณไม่ต้องไปเข้าคอร์สฝึกสมาธิให้เป็นคนใจเย็นแต่อย่างไร เมื่อคุณถูกแก้ไขโดยหมอออกมาจากโรงพยาบาล คุณก็จะกลายเป็นคุณคนใหม่ที่ไม่มีความขี้โมโหหรือใจร้อนเหมือนคนเก่าเมื่อ 30 นาทีที่แล้วแต่อย่างไรครับ

หรือที่หนักกว่านั้นคือ บางทีหมออาจจะไม่ใช่คนที่เข้ามารักษาหรือแก้ไขคุณ แต่อาจจะเป็นหุ่นยนต์ Nano ที่เข้าไปรักษาคุณโดยอัตโนมัติ เพราะหมอจะเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เสี่ยงต่อการไม่มีงานทำมากที่สุดในอนาคตอันใกล้ เมื่อเทคโนโลยี Machine Learning เรียนรู้จากเคสที่เกิดขึ้นมากพอ หุ่นยนต์หรือ AI ก็สามารถรักษาเราได้ดีกว่าหมอที่เก่งที่สุดในวันนี้ทำได้ด้วยซ้ำไปครับ

ดังนั้นสิ่งแรกที่จะเปลี่ยนนิยามของมนุษย์ไปนั่นก็คือ Bioengineer ที่เปลี่ยนให้มนุษย์กลายเป็น Super Human หรือสุดยอดมนุษย์ก็ว่าได้ครับ

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะกลายเป็นสุดยอดมนุษย์ได้ เพราะถ้าทุกคนเป็นสุดยอดมนุษย์ได้เหมือนกัน ความเป็นสุดยอดก็จะกลายเป็นความธรรมดาที่ไม่ก่อให้เกิดความได้เปรียบแต่อย่างไร

จะมีแค่มนุษย์กลุ่มที่เล็กมากที่จะกุมเทคโนโลยีนี้เอาไว้ในมือ และส่งต่อกันอย่างรัดกุม ปัญหาระหว่างชนชั้นจะยิ่งชัดมากขึ้นกว่าทุกวันนี้ เพียงแต่จะไม่มีชนชั้นกลาง เหลือเป็นคนกลุ่มใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ แต่จะมีแค่ชนชั้นบนสุดกับล่าง และล่างมากเท่านั้นเองครับ

ส่วนใจความหลักที่สองของหนังสือเล่มนี้คือ Algorithm

หนังสือ Home Deus เล่มนี้บอกว่า Algorithm จะกลายเป็นแก่นของทุกสิ่ง จากเดิม Algorithm จะอยู่แค่ในอุปกรณ์หรือโปรแกรมต่างๆ ว่าจะให้ทำงานตอบสนองอย่างไรอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เช่น ถ้ากดปุ่มนี้แล้วไฟจะเปิด ในขณะเดียวกันเมื่อเทคโนโลยีการประมวลผลพัฒนาขึ้นมาก พร้อมกับ Machine Learning ที่ฉลาดจนน่ากลัว มนุษย์เราก็จะเริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้วสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างก็มี Algorithm ทางเคมีกำกับทั้งนั้น

ที่เราเคยเชื่อกันว่ามนุษย์นั้นมีเจตจำนงเสรีต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น แท้จริงแล้วอาจจะเป็นแค่ขั้นตอนทางเคมีในสมองที่มีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนเสมือน Algorithm ว่า ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้จะทำอย่างไร สู้หรือหนี วิ่งเข้าใส่หรือถอย กุมมือด้วยความโกรธหรือหัวเราะ รู้สึกขำหรืออยากชกหน้าคนพูด

เมื่อมนุษย์เราสามารถถอดรหัส Algorithm ของเคมีในสมองได้ เมื่อนั้นเราก็สามารถชี้นำและชักจูงมนุษย์ได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ จากเดิมเราเรียกว่าจิตวิทยา อีกหน่อยเราอาจจะต้องเรียกศาสตร์นี้ว่า Algorithm ในชีวิตครับ

นี่เป็นสรุปอย่างย่อของหนังสือเล่มนี้ ที่เขียนออกมาจากความรู้สึกที่เห็นหน้าปกโดยไม่ได้ดูที่โน๊ตไว้ในแต่ละหน้าแต่อย่างไร

เอาล่ะถ้าคุณพร้อมแล้ว ผมจะขอสรุปแบบยาวให้ฟังทั้ง 11 บทของ Homo Deus, A Brief History of Tomorrow ประวัติย่อของวันพรุ่งนี้ ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มครับ!

สรุปหนังสือ Homo Deus ประวัติย่อของวันพรุ่งนี้ A Brief History of Tomorrow

บทที่ 1 วาระใหม่ของมนุษย์ The New Human Agenda

คนจนจะไม่ได้อดตายเหมือนก่อน แต่จะอ้วนตายเป็นส่วนใหญ่ ด้วยอาหารคุณภาพแย่ๆ ที่คนจนส่วนใหญ่ได้รับ ผ่านค่าครองชีพราคาถูก ส่วนพวกอาหารดีๆ ที่เคยเป็นอาหารคนจนสมัยก่อนหรอ มีแต่คนรวยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้

ดังนั้นโรคร้ายที่จะคร่าชีวิตมนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่ใช่โรคติดต่อที่น่ากลัวอีกต่อไป จะไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หรือไม่ใช่โรค SARS แต่จะเป็นโรคร้ายแรงที่ไม่ติดต่อ ที่มาจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของเรา ไม่ว่าจะโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ ทุกวันนี้มนุษย์เราตายด้วยโรคพวกนี้ที่แสนจะธรรมดามากมายกว่าโรคติดต่อหลายหมื่นแสนเท่าครับ

ในขณะเดียวกันผู้ก่อการร้ายที่ดูน่ากลัวในความคิดเราก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะในความเป็นจริงมีคนเสียชีวิตเพราะผู้ก่อการร้ายน้อยมาก มากเสียว่าการตายเพราะอุบัติเหตุจากรถยนต์นั้นสูงกว่าเสียชีวิตเพราะการก่อการร้ายอย่างเทียบไม่ได้ หรือถ้าจะบอกว่าโรคอ้วนอันตรายกว่าผู้ก่อการร้ายก็เป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าอย่างบอกไม่ถูกครับ

เมื่อพูดถึงเรื่องผู้ก่อการร้ายก็มักจะมีคนพูดถึงเรื่องสงคราม ทุกวันนี้ยังมีคนไม่น้อยที่กลัวว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม หรือจะเกิดการรบพุ่งกันระหว่างประเทศอย่างที่เห็นการฮึ่มๆ กันระหว่างสองประเทศที่ไม่ค่อยถูกกันตามข่าว

แต่จะบอกเลยว่าการเกิดสงครามจริงๆ ในวันนี้นั้นแทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นอีกต่อไป อย่างมากก็ได้แต่ยิงกันไม่กี่วันแล้วก็จบ เพราะเป้าหมายของการเกิดสงครามแต่ก่อนนั้นก็เพราะต้องการทรัพยากรของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะน้ำ ที่ดิน แรงงาน หรือแร่ธาตุมีค่าในดิน แต่เศรษฐกิจในวันนี้นั้นพึ่งพาทรัพยากรพวกนี้น้อยมากจนการมีทรัพยากรพวกนี้มากกว่าไม่ได้หมายความว่าจะได้เปรียบกว่าในทางเศรษฐกิจ หรือร่ำรวยกว่าเสมอไปครับ

เพราะเศรษฐกิจในวันนี้พึ่งพาความรู้สูงมาก และที่สำคัญทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในวันนี้นอกจากจะเป็นคนเก่งๆ แล้วยังเป็น Data ที่สามารถถ่ายโอนได้ผ่านอากาศหรือสายเคเบิ้ลได้สบายๆด้วย

ดังนั้นเลิกกังวลเรื่องสงคราม เพราะมันจะไม่มีใครบ้าพอที่จะทำอะไรที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อีกต่อไปครับ

และความรู้ทั้งหลายที่เราสั่งสมพัฒนามาจนทำให้เราเข้าใกล้ที่จะเป็นอมตะ หรือถ้าไม่ถึงขั้นอมตะเราก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ 120-150 ปีเป็นปกติในอนาคตอันใกล้นี้ นี่ยังไม่นับรวมถึงการสามารถถ่ายเทชีวิตที่เป็นความทรงจำประสบการณ์ของเราออกไปไว้ในตัวกลางอื่นที่อาจไม่ใช่ร่างกายนี้ ถ้าใครเคยดูซีรีส์เรื่อง Black Mirror ของ Netflix จะเข้าใจว่าผมหมายความถึงอะไรครับ

เมื่อชีวิตเราเข้าใกล้ความเป็นอมตะมากขึ้น นิยามของการใช้ชีวิตมนุษย์ทุกคนก็จะเปลี่ยนไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง แต่เดิมเพราะเรารู้ว่าเรามีชีวิตจำกัดแถมยังสั้นมาก นั่นเลยทำให้มนุษย์เราพยายามที่จะทำในสิ่งยากๆ เพื่อสร้างผลงานที่เป็นอมตะทิ้งไว้แทน

ไม่ว่าจะเป็นการพยายามวิ่งให้เกินขีดจำกัดของมนุษย์ ออกไปปีนเขาสูงเสียดฟ้าเพื่อท้าทายชีวิต หรือใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อสร้างบทเพลงที่โลกต้องจำ แต่เมื่อเรารู้ว่าเราจะเป็นอมตะอยู่แล้วก็คงจะไม่มีใครกล้าเอาชีวิตนิรันดร์ไปเสี่ยงทำอะไรบ้าๆ แบบเดิมอีก

ฟังดูชีวิตที่เป็นอมตะน่าจะจืดชืดมากไม่น้อยเลยนะครับ

ที่สำคัญชีวิตที่ยืนยาวขึ้นแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่คิด เพราะการจะดูแลคนแก่ให้ดีนั่นหมายความว่ารัฐต้องหาเงินมาดูแล และเงินของรัฐก็จะได้มาจากภาษี แต่ในเมื่อคนหนุ่มสาวไม่มากพอ เมื่อนั้นระบบเศรษฐกิจทั้งหมดที่เคยเป็นมาก็จะต้องถูกรื้อสร้างใหม่ให้เข้ากับบริบทของสังคมในตอนนั้นครับ

เรื่องสวัสดิการของรัฐหรือบริษัทต่างๆ ที่เคยมีก็จะหายไป เพราะแต่เดิมสวัสดิการต่างๆ มีเพื่อให้ประชาชนที่เป็นแรงงานสามารถทำงานให้กับรัฐหรือองค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ยิ่งสวัสดิการดีคนก็ยิ่งมีแรงทำงาน แต่เมื่อเทคโนโลยี Machine Learning และ AI พัฒนาไปมากพอจนถึงขั้นที่สามารถทดแทนชนชั้นแรงงานออฟฟิศในวันนี้ได้ เมื่อนั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีสวัสดิการอีกต่อไป คุณนึกเหตุและผลของเรื่องนี้ออกได้ง่ายๆ เหมือนผมใช่มั้ยครับ

แล้วผู้เขียนก็พบว่าในประเทศที่เจริญแล้วกับมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศที่ด้อยพัฒนามากๆ ในวันนี้ ส่วนหนึ่งเพราะเมื่อคนมีทุกอย่างพร้อมแล้วชีวิตมีทุกข์เข้ามา เค้าจะคิดว่านั่นคือปัญหาที่เค้าไม่สามารถโทษใครได้ ผิดกับคนจนที่เต็มไปด้วยสิ่งรอบตัวให้โทษ ตั้งแต่รัฐบาลหรือเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่หัวหน้างานที่ไม่เคยเห็นใจ

ดังนั้นคนรวยจึงมักจะได้เข้าถึงความสุขมากกว่าคนจน เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้ แต่รู้มั้ยครับว่าความสุขนั้นเหมือนสิ่งเสพติด เราต้องการความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทำให้สิ่งที่เคยสุขในวันนี้กลายเป็นเรื่องที่เคยชินในวันพรุ่งนี้ได้ไม่ยาก

คุณคงนึกออกว่าตอนที่คุณได้ของที่อยากได้มาคุณดีใจกับมันมากขนาดไหน แต่พอผ่านไปไม่นานคุณก็เบื่อของชิ้นนั้นจนนึกถึงตอนที่ได้มาใหม่ๆ ไม่ออกแล้วใช่มั้ยครับ

และก้าวต่อไปของมนุษยชาติไม่ใช่แค่มีสุขภาพดี แต่มีร่างกายที่เหนือกว่ามนุษย์ปกติด้วยเทคโนโลยี Cyborg Engineering ที่ทำให้เราเลือกเพิ่มความสามารถอะไรก็ได้ที่จ่ายไหวเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะติดแขนที่ทรงพลังกว่าเก่าเพิ่ม หรือใส่ Nano Robot เข้าไปในตัวเพื่อไปเปลี่ยนโครงสร้างกล้ามเนื้อหรือแก้ไขพันธุกรรมในตัวเรา

และมนุษย์ในวันนี้ก็เหนือกว่าพระเจ้าในอดีตไปนานแล้ว จากเดิมเราต้องคอยบูชายัญเพื่อให้พระเจ้าผู้อยู่เบื้องบนพอใจ แล้วก็มอบน้ำฝน มอบความอุดมสมบรณ์ให้แก้ไร่นาของเรา

วันนี้ถ้าเราอยากให้พืชผลที่ปลูกเจริญงอกงาม เราก็แค่ใส่ปุ๋ยแทนการขอพรจากพระเจ้า ถ้าเราอยากให้มีน้ำสำหรับทำการเกษตร เราก็แค่ต้องทำระบบชลประทานขึ้นมาโดยไม่ต้องสังเวยสัตว์ใดๆ ให้พระเจ้า หรือถ้าเราอยากได้น้ำจืดเราก็ไม่ต้องรอให้หลวงปู่ที่ไหนมาเหยียบ เราก็แค่ต้องสร้างโรงงานแยกเกลือออกจากน้ำทะเลเท่านั้นเอง

ฉะนั้นจะเห็นว่าทุกความสามารถของพระเจ้าต่างๆ มนุษย์เราสามารถทำได้ดีกว่าด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์มานานแล้วครับ

และไม่ต้องกังวลว่าเมื่อหุ่นยนต์ไม่ว่าจะ AI หรือ Cyborg นั้นพัฒนาจนฉลาดล้ำมันจะกลับมาฆ่าแกงเราเหมือนในหนัง Hollywood เพราะมนุษย์เราเองนี่แหละจะค่อยๆ อัพเกรดตัวเองให้กลายเป็นหุ่นยนต์ทีละน้อย จนในที่สุดจะไม่เหลือความเป็นมนุษย์อีกเลยครับ

นั่นก็เพราะมนุษย์เราต้องการเหนือกว่ามาตรฐานเสมอมา เราเลยต้องการอัพเกรดร่างกายและความสามารถให้เหนือกว่าคนอื่นอยู่ตลอดเวลาครับ ตอนยา Viagra ทำมาก็เพื่อรักษาโรคหลอดเลือด แต่ดันมีผลข้างเคียงตรงทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว แต่ด้วยผลข้างเคียงนั้นเองที่กลายเป็นจุดขายของยาชนิดนี้ เพราะผู้ชายเราอยากจะฟิตและแข็งแรงกว่าผู้ชายทั่วๆ ไปในรุ่นราวคราวเดียวกันครับ

หรือศัลยกรรมพลาสติกในวันนี้จากเดิมมีไว้เพื่อรักษาคนที่บาดเจ็บและมีบาดแผลจากสงคราม ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นมาอัพจมูกแข่งกัน เสริมหน้าอกแข่งกัน จะเห็นว่าศัลยกรรมพลาสติกห่างไกลจากจุดเริ่มแรกของมันไปมากเลยครับ

และนี่ก็จะกลายเป็นแรงกดดันของคนในสังคม เพราะต่อให้คนที่ต่อต้านไม่อยากทำไม่ว่าจะศัลยกรรมหรือ Bioengineering เพื่ออัพเกรดร่างกายของตัวเองก็ต้องทำ เพราะไม่มีใครอยากด้อยกว่าคนอื่นโดยเฉพาะคนรอบตัวครับ

แต่ผมมองว่าเรื่องนี้ถ้าเราปลูกผังนิยามความ “เหนือกว่า” ในแบบอื่นๆ ก็อาจจะช่วยลดปัญหาตรงนี้ได้ เพราะถ้ามนุษย์เราสุดท้ายอยากเหนือกว่า อาจต้องมีแคมเปญรณรงค์ขนาดใหญ่ว่า “ธรรมดานี่แหละเหนือกว่า” โดยออกมาจากเหล่าบรรดาผู้ปกครองที่อัพเกรดตัวเองไปแบบเต็มแม็กซ์ครับ

แล้วการแข่งขันก็จะไม่มีวันจบสิ้น เพราะเมื่อไหร่ที่มีใครหรือองค์กรไหนเหนือกว่า คนอื่นก็จะพากันสืบเสาะหาแล้วเลียนแบบจนทำให้ความได้เปรียบนั้นไม่สามารถอยู่ได้นานอีกต่อไป เหมือนวิธีการกระโดดสูงที่เคยได้เปรียบจากท่าหันหลัง แต่เมื่อทุกคนฝึกใช้ท่าเดียวกันนั้นก็ไม่มีใครได้เปรียบอีกต่อไปครับ

เพราะความรู้ในวันนี้นั้นหมดอายุเร็วมาก เพราะยิ่งเรามีข้อมูลมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเข้าใจประวัติศาสตร์มากขึ้นเท่านั้น และยิ่งประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเท่าไหร่ สิ่งที่เรารู้ก็ยิ่งล้าสมัยเร็วขึ้นเทานั้น

นี่คือวาระใหม่ของมนุษยชาติบทที่ 1 ยังเหลืออีก 10 บท ถ้าพร้อมแล้วก็อ่านต่อได้เลยครับ

บทที่ 2 โฮโมเซเปียนเข้าครองโลก The Anthropocene

ตั้งแต่ Homo Sapiens อย่างเราเข้าครองโลก เราก็ทำให้ทุกพื้นที่บนโลกนั้นคล้ายกันไปหมด เพราะเมื่อมนุษย์เราไปที่ไหน เราก็จะเอาทั้งพืชและสัตว์ที่คุ้นเคยตามไปด้วย ทำให้เราสามารถเจอหมู ไก่ หรือวัว ได้ทุกประเทศในโลก ทั้งแต่ไม่กี่หมื่นปีก่อนสัตว์พวกนี้มีถิ่นใครถิ่นมันชัดเจน

และไม่ใช่แค่สัตว์แต่ยังรวมไปถึงเชื้อโรคต่างๆ ที่มนุษย์พาติดตัวไปทัวร์ที่อื่นๆ บนโลกด้วย เหมือนที่สมัยก่อนคนยุโรปพอบุกเข้าไปยังทวีปอเมริกาใหม่ๆ ก็ทำเอาชาวบ้านล้มตายด้วยเชื้อโรคที่ติดนักเดินเรือชาวยุโรปมา

และที่น่าสนใจของบทนี้คือ เมื่อวิเคราะห์สิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็พบว่า สิ่งมีชีวิตก็คือ Algorithm ดีๆ นี่เอง เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ ต่างถูกขับเคลื่อนด้วยสารเคมีที่เรียกว่า ฮอร์โมน ในสมอง ดังนั้นทุกการกระทำของสิ่งมีชีวิตก็เลยเรียกว่ามาจากสารเคมีในสมองที่มีลำดับขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน

และความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์นี่เองที่เคยทำให้มนุษย์ถูกขับไล่จากสวนของพระเจ้า ตามตำราของคริสต์ที่ว่า อดัม กับ อีฟ ถูกพระเจ้าไล่ออกจากสวนเพราะเผลอไปกินผลไม้แห่งความรู้

เมื่อมนุษย์อยากรู้ก็เลยทำให้เกิดวิชาวิทยาศาสตร์ ที่สามารถไขความลับต่างๆ ของจักรวาลได้ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์ ที่ไขความลับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เคยลี้ลับให้กลายเป็นความรู้ทั่วไป หรือไขความลับของเคมีที่ทำให้การป่วยไข้ไม่ใช่เรื่องของผีห่าซาตานเหมือนเดิม หรือแม้แต่เรื่องของชีววิทยาที่ทำให้มนุษย์ไม่ต้องพึ่งหมอผีถ้าอยากจะมีชีวิตที่ยืนยาว

ดังนั้น มนุษย์ในวันนี้พึ่งพาพระเจ้าน้อยมาก หรือถ้าจะบอกว่ามนุษย์เราไม่ได้พึ่งพาพระเจ้าแล้วก็ไม่ผิดนัก เพราะถ้าเราอยากหายป่วยเราไม่ต้องไปบรวงสรวงใคร เราแค่ไปหาหมอที่โรงพยาบาล และถ้าเรามีเงินมากพอเราก็จะได้รับการรักษาดีๆ ในทันทีครับ

จากตำนานของอดัมและอีฟที่ถูกลงโทษเพราะความอยากรู้ มาวันนี้ไม่มีใครลงโทษคนที่อยากรู้อีกต่อไป มีแต่จะส่งเสริมให้รู้ในสิ่งใหม่ๆ เพื่อเอามาใช้ต่อยอดทางธุรกิจครับ

และพระเจ้าก็เกิดจากจินตนาการของมนุษย์นั้นเอง แต่เดิมเพราะการปฏิวัติเกษตรกรรมทำให้เกิดศาสนาแบบเทวนิยม เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะควบคุมน้ำ หรือฟ้าฝนได้อย่างไร เราเลยจินตนาการว่าเบื้องหลังธรรมชาติเหล่านี้ต้องมีอะไรซักอย่างที่ควบคุมอยู่ นั่นคือการพยายามหาเหตุและผลที่จะเข้าใจโลกให้ดีที่สุดในตอนนั้นครับ

แต่พอเกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ขึ้น สิ่งที่เคยบูชาให้ได้ฟ้า ฝน ลม น้ำ อย่างที่ต้องการก็หมดความจำเป็นอีกต่อไป เพราะมนุษย์รู้ว่าถ้าอยากได้ฝนไม่ต้องไปบูชาเทพเจ้าที่ไหน แค่ส่งเครื่องบินทำฝนเทียมไปก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเยอะครับ

และด้วยการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ที่ทำให้พระเจ้าหมดความนิยม และนั่นก็ก่อให้เกิดศาสนาใหม่ในวันนี้ นั่นคือ มนุษยนิยม ครับ

บทที่ 3 ประกายชีวิตมนุษย์ The Human Spark

แท้จริงแล้วคนอเมริกันหัวโบราณกว่าที่คิด เชื่อมั้ยครับว่ามีแค่ 15% เท่านั้นที่เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles darwin และมีถึง 32% ที่เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาก็มีสภาพร่างกายและหน้าตามาแบบนี้เลย ไม่ได้มีวิวัฒนาการมาจากลิงหรือสัตว์อื่นแต่อย่างไร ต่อให้คนที่จบมหาวิทยาลัยก็ยังเชื่อว่าโลกถูกสร้างขึ้นมาตามพระคัมภีร์สูงถึง 46% ครับ!

ฟังดูน่าเศร้า ความเชื่อนี่มันมีพลังมากกว่าความจริงหลายเท่านักจริงๆ ครับ

และเหตุที่มนุษย์ในวันนี้หรือ Homo Sapiens ในวันนั้นสามารถครองโลกได้ถึงทุกวันนี้ทั้งๆที่เราไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแรงกว่าสัตว์อื่น หรือแม้แต่มนุษย์สายพันธุ์อื่นเลยก็ตาม นั่นก็เพราะ Homo Sapiens อย่างเรานั้นมี “จิตวิสัยร่วม” (Intersubjective Level Reality) ทำให้เราสามารถรวมกลุ่มก้อนกลายเป็นพลังที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิด และมนุษย์ทุกสายพันธุ์ก่อนหน้า และเมื่อย้อนกลับไปสำรวจประวัติศาสตร์ดูจะพบว่า ทุกครั้งที่เกิดการปฏิวัตินั้นไม่ได้มาจากกลุ่มคนที่มีจำนวนมากกว่า แต่มาจากกลุ่มคนที่มีจำนวนน้อยกว่าแต่กลับรวมแรงรวมใจกันได้ดีกว่าครับ

เพราะกองทัพที่มีวินัยนั้นย่อมเหนือกว่ากองทหารที่ไร้ระเบียบ อย่างการปฏิวัติรัสเซียเองก็เกิดจากกลุ่มคนแค่ 3 ล้าน ที่สามารถปกครองคนกว่า 180 ล้านได้ นั่นก็เพราะกลุ่มคน 3 ล้านคนนั้น หาทางทำให้ 180 ล้านคนที่เหลือไม่สามารถรวมพลังกันต่อต้านพวกเขาได้

ดังนั้นสิ่งที่ศัตรูกลัวเราไม่ใช่พลังหรือความเก่ง แต่เป็นการร่วมมือกันที่เหนือกว่าครับ

และ จิตวิสัยร่วม หรือ Intersubjective Level Reality นี่เองที่ทำให้เราเชื่อในเงินตราจนเกิดสังคมและระบบเศรษฐกิจขึ้นมา ลองคิดดูซิว่าแท้จริงแล้วเงินตราไม่ได้มีค่าในตัวมันเอง มันก็แค่กระดาษ หรือกลายเป็นแค่ตัวเลขบนหน้าจอไปแล้วด้วยซ้ำในวันนี้

แต่เพราะ Sapiens เรามีจินตกรรมร่วมกันได้อย่างดี ทำให้เราเชื่อในค่าของเงินที่เราสามารถเอาไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นได้ นั่นเลยทำให้เศรษฐกิจยิ่งรุดหน้า และยิ่งพอมีระบบเครดิตเข้ามาเหลือการเชื่อว่าจะมีเงินมาคืนให้ในวันหน้า ก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจพุ่งทะยานขึ้นไปอีกอย่างที่ไม่เคยเป็น

บทที่ 4 นักเล่าเรื่อง The Storytellers

เพราะมนุษย์เป็นนักเล่าเรื่องที่เก่ง ทำให้เกิดเทพเจ้าต่างๆ ในวันวานที่คนต่างเชื่อถือและเคารพบูชากัน แน่นอนว่าเทพเจ้าในวันนั้นกลายมาเป็นบริษัทหรือองค์กรยักษ์ใหญ่ทุกวันนี้ ที่เอาบริษัทมาเปรียบเทียบกับเทพเจ้าก็เพราะทั้งสองไม่มีตัวตนอยู่จริง เป็นแค่สิ่งที่อยู่ในจินตนาการร่วมกันของมนุษย์เรา ทุกวันเราออกจากบ้านให้บริษัทที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง เหมือนกับชาวนาหรือแรงงานในสมัยก่อน ที่ออกจากบ้านเพื่อไปสร้างโบสถ์วิหารให้ยิ่งใหญ่เพื่อเทพเจ้าทุกวัน จากนั้นก็จะได้รับสิ่งตอบแทนเป็นเงินเดือนในวันนี้หรือขนมปังอาหารในวันวาน

แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้รับตรงมาจากเทพเจ้าหรือบริษัทแต่อย่างไร แต่รับมาจากคนที่ทำงานให้เทพเจ้าที่เป็นนักบวช หรือผู้บริหารที่เป็นลูกจ้างของบริษัทอีกทีหนึ่งครับ ดังนั้นเราจะเห็นว่าเทพเจ้าหรือบริษัทก็ไม่สามารถทำงานได้ด้วยตัวมันเอง แต่มีนักบวชมาบริหารงานให้ เหมือนผู้บริหารในวันนี้ที่มีหน้าที่ทำงานให้บริษัทหรือองค์กรที่ไม่มีตัวตนครับ

และด้วยเงินนี่เองที่ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุดหน้า แต่เดิมเศรษฐกิจถูกจำกัดอยู่ด้วยพื้นที่ใกล้ๆกับเมืองของมัน แต่พอมีเงินเข้ามาก็ทำให้เกิดการค้าโลกขึ้น และการเขียนก็ก้าวเข้ามาเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญที่ปฏิวัติขีดจำกัดทางกายภาพของมนุษย์ นั่นก็คือความจำ

เมื่อมีความจำเข้ามา มนุษย์ก็สามารถจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ได้เป็นระบบ ทำให้เกิดการเก็บภาษีที่ถูกต้องแม่นยำขึ้นมา ยิ่งทำให้เศรษฐกิจรุดก้าวหน้ายิ่งขึ้นกว่าก่อนที่จะมีระบบการเขียนเกิดขึ้นครับ

เพราะการเขียนเป็นการแฮกสมอง สมองเราไม่สามารถจำข้อมูลทุกอย่างได้ แต่การเขียนทำให้เราไม่ต้องจำ เราแค่จด แล้วถ้าอยากจะนึกให้ออกก็แค่เอาที่จดออกมาอ่าน ง่ายเท่านั้นเลย ลดภาระสมองไปเยอะมาก แล้วรู้มั้ยครับว่านักปราชญ์สมัยก่อนต่างประนามการเขียนว่าจะทำให้คนรุ่นใหม่โง่ขึ้น เพราะใช้สมองน้อยลง ไม่ต้องพึ่งพาความจำ แต่หันไปพึ่งพาการเขียน

คุ้นๆ มั้ยครับ เหมือนกับผู้ใหญ่ชอบบอกว่าเด็กสมัยนี้สมาธิสั้นเพราะโทรศัพท์มือถือ ไม่ตั้งใจเรียน อีกหน่อยจะยิ่งโง่ลง เทคโนโลยีอย่างการเขียนและโทรศัพท์มือถือรวมถึงอินเทอร์เน็ตนั้นแม้จะผ่านมาหลายพันปี แต่ความคิดของคนที่ต่างรุ่นก็ไม่ต่างกันเลยนะครับ

มีเกร็ดความรู้เล็กๆ มาเล่าส่งท้ายบทนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ฮีโร่ที่แท้จริงที่ช่วยชีวิตคนนับแสนไม่ใช่มหาบุรุษที่ไหน หรือไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำหน้าใดๆ แต่เป็นตรายางปั๊มเพื่อให้คนที่ถูกตามล่าสามารถมี VISA ข้ามผ่านแดนไปยังประเภทที่ปลอดภัยได้

ด้วยการเขียนผ่านตรายางเล็กๆ อันเดียวในตอนนั้น สามารถช่วยชีวิตคนได้หลายแสนคนจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง เห็นมั้ยครับว่าการเขียนบันทึกที่มันปฏิวัติมนุษยชาติจริงๆ

บทที่ 5 คู่พิลึก The Odd Couple

ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ สมัยก่อนเราคิดว่าป่วยไข้เพราะปีศาจ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะเชื้อโรคที่มองไม่เห็น หรือแม้แต่ในสมัยก่อนผู้นับถือศาสนาคริสต์สามารถจ่ายเงินเพื่อซื้อใบไถ่บาปได้ ไม่ว่าจะทำร้ายแรงมากแค่ไหน ถ้าจ่าย 10 เหรียญก็สามารถได้ใบไถ่บาปเพื่อมั่นใจว่าคุณจะได้ขึ้นสวรรค์นั่นเอง

หรือเรื่องนิยามของชีวิตก็น่าสนใจ เชื่อมั้ยครับว่าที่อเมริกานั้นต่อต้านการทำแท้งอย่างถูกกฏหมายมาก เพราะพวกนักถือคริสต์แบบเคร่งมากบอกว่าการทำลายชีวิตถือเป็นบาป ดังนั้นก็เลยเกิดคำถามว่า “ตอนไหนล่ะถึงจะนับว่าเป็นชีวิต” ตั้งแต่ปฏิสัมพันธ์เลยมั้ย หรือตั้งแต่มีหัวใจเกิดขึ้นมา หรือตั้งแต่ตอนที่รู้ตัว หรือเป็นตอนหลังคลอด

เชื่อมั้ยครับว่านิยามของคำว่าชีวิตนั้นก็แตกต่างออกไปตามแต่ละพื้นที่มาก อย่างบางที่จะถือว่ามีชีวิตก็ต่อเมื่อคลอดออกมาแล้ว ได้รับการตั้งชื่อเรียบร้อยแล้ว ถ้ายังไม่ได้รับการตั้งชื่อก็ถือว่าไม่มีตัวตน ไม่มีชีวิต สามารถฆ่าทารกนั้นทิ้งได้โดยไม่บาป

ฟังดูแล้วแอบขนลุกนิดๆ ใช่มั้ยครับ

บทที่ 6 กติกาแห่งความทันสมัย The Modern Covenant

ว่าด้วยเรื่องของการกดยอมรับ หรือตกลง เวลาจะใช้แอปหรือแพลตฟอร์มใดๆ โดยไม่ยั้งคิดหรือแม้กระทั่งเหลือกตาลงไปอ่าน และนี่ก็เป็นบทสรุปของกติกาแห่งความทันสมัยที่เราต้องยอมรับไปโดยไม่ยินยอม

เวลาเกิดโรคระบาดจะมีคนบางกลุ่มที่ดีใจมาก นั่นก็คือเหล่า Broker ซื้อขายหุ้นที่เกี่ยวข้อง และหุ้นที่เกี่ยวข้องก็คือหุ้นของบริษัทยาครับ และนี่ก็คือผลของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่กลายเป็นใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ขนาดจีนที่ว่าปกครองสังคมนิยมยังใช้ระเบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเลยครับ

ดังนั้นทุนนิยมน่าจะไม่มีวันตาย ไม่เชื่อลองไปถามคนที่มีเงินล้านดูจะพบว่า สิ่งที่เค้าคิดคือการหาทางทำให้เงินล้านเพิ่มขึ้นเป็นสองล้าน จนถึงสิบล้านร้อยล้าน แม้กระทั่งเกมกระดานที่เราเล่นกันในวันนี้ก็ยังสะท้อนภาพเศรษฐกิจทุนนิยมได้ครับ

เกมกระดานแต่ก่อนไม่ว่าจะหมากรุก หรือโกะ จะเป็นเกมที่ไม่ได้ให้เราสะสมทรัพยากรมากมาย ตัวหมากจะไม่เพิ่มขึ้นสำหรับหมากรุก และพื้นที่เดินก็จะไม่เพิ่มขึ้นสำหรับหมากล้อม ดังนั้นเกมกระดานสมัยก่อนก็คิดมาจากพื้นฐานของเศรษฐกิจในตอนนั้น คือใช้แล้วหมดไป ดังนั้นจึงต้องใช้อย่างไรให้ชาญฉลาดที่สุด

แต่เกมกระดานในวันนี้ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ดูอย่างเกมเศรษฐีก็ได้ที่เล่นเท่าไหร่ก็ไม่มีวันจบ แถมยังเป็นการแข่งกันสะสมทรัพยากร และลงทุนเพิ่มมากขึ้นได้เรื่อยๆ จนกว่าจะบังเอิญเจอป้ายล้มละลายเท่านั้นเอง

เราจะเห็นว่าบางองค์กรหรือบริษัทใหญ่ๆ ในวันนี้มีเป้าหมายที่จะออกไปนอกจาก ออกไปพิชิตดาวดวงอื่นเอาเป็นเจ้าของทรัพยากรที่ยังไม่มีใครครอบครอง และนั่นก็เป็นวิธีคิดแบบเศรษฐกิจสมัยก่อน ที่มองว่าเค้กไม่มีวันใหญ่ขึ้น แต่พวกเขาลืมคิดไปว่าความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจะมาแก้ปัญหาข้อจำกัดที่มีอยู่ในวันนี้ และนั่นก็หมายความว่าก้อนเค้กทั้งหมดก็จะใหญ่ขึ้นอยู่เรื่อยๆ นั่นเองครับ

เพราะเมื่อเรามีความรู้มากขึ้น เราก็จะไม่ใช่แค่ใช้ทรัพยากรได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจหมายถึงการสร้างขึ้นมาใหม่ได้ด้วยซ้ำ

การปฏิวัติกรอบความคิดก็สำคัญ​ แต่เดิมมนุษย์เราเชื่อว่าเรารู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้บนโลกแล้ว และความรู้ทั้งหมดก็ถูกบรรจุไว้ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละศาสนา นั่นเป็นการบอกให้คนรู้ว่าไม่ต้องไปขวนขวายหาความรู้ที่ไหนอีก แค่บูชาคัมภีร์ของศาสนาตัวเองไปเรื่อยๆ ก็จะมีชีวิตที่เป็นสุขนิรันดร์แล้ว

แต่วิทยาศาสตร์ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะกรอบความคิดของวิทยาศาสตร์คือบอกให้เรารู้ว่า แท้จริงแล้วเรายังไม่รู้อะไรเลย สิ่งที่เรารู้ก็เป็นแค่กรอบความรู้เล็กๆ ที่พอมองข้ามไปยังเห็นกรอบความรู้ใหม่ๆ ที่ไม่มีวันจบสิ้น

และกติกาของความทันสมัยที่น่าเศร้าทิ้งท้ายของบทนี้คือ เศรษฐกิจที่ดีจะมาด้วยโลกที่ร้อน

เพราะเศรษฐกิจที่ดีหมายถึงการเกิดกิจกรรมการผลิตและบริโภคที่เยอะขึ้น และนั่นก็ส่งผลให้โรงงานต่างๆ ต้องทำงานมากขึ้น ส่งผลให้คาร์บอนไดออกไซด์ลอยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น และนั่นก็ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างไม่ต้องอธิบาย

ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการขอความร่วมมือให้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับนานาชาติ เรามักจะเห็นว่าชาติใหญ่ๆ โดยเฉพาะอเมริกาจะไม่ขอร่วมด้วยทุกครั้ง เพราะเค้ารู้ว่าถ้าลดระดับการปล่อยก๊าซที่ทำให้โลกร้อนเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงเศรษฐกิจก็จะชะลอตัวตามไปเท่านั้น

สรุปได้ว่าภาวะโลกร้อนหรือการปล่อยก๊าซ CO2 สัมพันธ์กับการเติบโตทางเศรษฐกิจครับ

บทที่ 7 การปฏิวัติของมนุษยนิยม The Humanist Revolution

นี่คือศาสนาใหม่ของมนุษย์ที่น้อยคนนักจะรู้และยอมรับ สังเกตจากคำว่า “สิทธิมนุษยชน” ที่คนทั่วโลกใช้กันบ่อยๆ ก็ได้ครับ แต่เดิมศาสนาเรียกร้องให้เราเสียสละ หรือชาติเรียกร้องให้เราเสียสละ แต่วันนี้เราต่างเรียกร้องให้คนอื่นเสียสละเพื่อตัวเราเองกันทั้งนั้น

ดังนั้น หัวใจของการปฏิวัติศาสนาของโลกยุคใหม่ไม่ใช่การสูญเสียศรัทธาในพระเจ้า แต่เป็นการมีศรัทธาในตัวมนุษย์มากขึ้นครับ

สมัยก่อนเวลาทุกข์ใจเราต้องไปหานักบวชเพื่อติดต่อกับพระเจ้า เพื่อให้พระเจ้าช่วยแยกแยะดีชั่วให้เรา แต่วันนี้หน้าที่นั้นของนักบวชถูกแย่งไปโดยนักบำบัด ที่เข้ามาแทนที่นักบวชสมัยเก่า เพราะเวลาเรารู้สึกทุกข์ใจแล้วเราเข้าไปปรึกษานักบำบัด เขาจะไม่ตัดสินว่าที่เราทำนั้นถูกหรือผิด แต่เขาจะถามเราให้สำรวจตัวเราเองลึกลงไปด้วยประโยคที่ว่า “อืม…แล้วคุณรู้สึกยังไงต่อ”

และระเบิดนิวเคลียร์นี่เองที่ทำให้โลกเกิดสันติภาพได้ยาวนานที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมา เพราะต่างฝ่ายต่างก็กลัวว่าถ้าตัวเองเผลอยิงไปหนึ่งลูก ฝั่งตรงข้ามก็จะตอบโต้มาอย่างสุดขั้วโดยที่ตัวเองก็ยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีชาติไหนคิดค้นเทคโนโลยีที่ป้องกันได้ แน่นอนอาจจะเกิดสงครามขึ้นได้ง่ายๆ อีกรอบก็ได้ครับ

และประวัติศาสตร์โลกถูกกำหนดด้วยกลุ่มคนเล็กๆ ที่มองไปข้างหน้า มากกว่าคนส่วนใหญ่ที่เอาแต่มองไปข้างหลังครับ เริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆ ที่ทำการเกษตรก่อนคนส่วนมาก ที่ยังคงเป็นกลุ่มคนเร่ร่อนเก็บของป่าในตอนนั้น กลุ่มคนเล็กๆ นี้ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสังคมในที่สุด เพราะคนกลุ่มนี้มองหาความมั่นคงในอนาคต

หรือตอนที่อังกฤษนั้นเป็นมหาอำนาจของโลกในอดีต ตอนนั้นคนอังกฤษมีจำนวนน้อยมาก ถือว่าเป็นแค่กลุ่มคนเล็กๆ บนโลกก็ว่าได้ แต่ด้วยการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่อังกฤษเริ่มก่อน ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้นำโลกในที่สุด

และก็คาดว่าผู้นำโลกในยุคหน้าจะเป็นกลุ่มคนเล็กๆ ที่สนใจเรื่อง Big Data, Machine Learning และ AI แน่นอนว่าตอนนี้ชาติจีนมาเรื่องนี้แรงจนน่าจะแซงหน้าสหรัฐไปแล้ว

และเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 ก็ไม่ได้จบแค่นั้น เพราะเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญจริงๆ ก็คือเทคโนโลยีชีวภาพ หรือ Bioengineering บวกกับ Algorithm และ Computing ดังนั้นสินค้าหลักของศตวรรษที่ 21 คือ ร่างกาย สมอง และจิตใจครับ

บทที่ 8 ระเบิดเวลาในห้องปฏิบัติการ The Time Bomb in the Laboratory

เจตจำนงเสรีหรือพันธุกรรม แต่ไหนแต่ไรมาเราเชื่อกันว่ามนุษย์นั้นต่างจากสัตว์อื่นเพราะเรามีเจตจำนงเสรี เราเลือกด้วยตัวของเราเอง เราคิดด้วยตัวของเราเอง นั่นทำให้มนุษย์เราคิดว่าเพราะเรามีตัวตน เรารับรู้ตัวเอง เราสามารถกำหนดชีวิตตัวเราเองได้ เราจึงมีเจตจำนงเสรี

เหมือนที่เราเลือกกินชาไข่มุกมากกว่าน้ำดื่มเพื่อสุขภาพ ก็เพราะเราคิดมาแล้วว่าเราเลือกด้วยตัวเราเอง หรือเราเลือกที่จะทำงานหนักมากขึ้นแทนที่จะนอนขี้เกียจดู Netflix อยู่บนเตียง ก็เพราะเรามีเจตจำนงเสรีที่จะเลือก

แต่คำถามสำคัญคือ ถ้าเรามีเจตจำนงเสรีแล้วการคัดสรรตามธรรมชาติหละจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร เพราะตามทฤษฎีวิวัฒนาการแล้ว ทุกทางเลือกของสัตว์ทุกชนิดไม่เว้นแม้แต่มนุษย์นั้นต่างถูกกำหนดด้วยรหัสพันธุกรรมที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

เราเลือกที่จะง่วงนอนหลับกินข้าวเสร็จ เพราะรหัสพันธุกรรมบอกเราให้ทำแบบนั้น เราเลือกที่จะวิ่งหนีเวลาเห็นเสือหรือสิงโตถ้าเราอยู่ในป่าโดยไม่มีรั้วกั้น ก็เพราะรหัสพันธุกรรมเราบอกว่านั่นคือนักล่าที่ฆ่าเราได้ หรือถ้าเราเลือกที่จะจีบผู้หญิงคนหนึ่งมากกว่าผู้หญิงอีกคนหนึ่ง นั่นก็เพราะรหัสพันธุกรรมสั่งสมองเราว่าผู้หญิงแบบที่มีน้ำมีนวลมากกว่ามีโอกาสที่จะทำให้ลูกที่เกิดมาร่วมกันนั้นรอดชีวิตสูงขึ้น (แม้วันนี้จะไม่มีความเสี่ยงแบบสมัยโบราณแล้ว)

ดังนั้น รหัสพันธุกรรมก็คือ Algorithm ทางชีวเคมีที่หนังสือ Homo Deus เล่มนี้พยายามพูดถึงอยู่ตลอดทั้งเล่ม

เพราะการเลือกของเรานั้นไม่ได้มาจากเจตจำนงเสรีที่แท้จริง จากการสแกนสมองพบว่าเมื่อให้ผู้เข้าทดลองเลือกว่าจะกดปุ่มซ้ายหรือขวา นักวิทยาศาสตร์พบว่าสมองส่งสัญญาณทางเคมีล่วงหน้าไปก่อนที่เราจะเกิดการตอบสนอง และทุกครั้งที่ตัดสินใจแบบเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ก็พบแบบการทำงานของสมองที่คล้ายกันทุกครั้ง

ดังนั้น สรุปได้ว่า เจตจำนงเสรีของเราก็เป็นแค่เรื่องของชีวเคมีในสมองเท่านั้นครับ

และเมื่อทดลองกับหนูตะเภาก็พบว่า เราสามารถควบคุมให้หนูเดินไปทางซ้ายหรือขวาได้ด้วยการส่งคลื่นไฟฟ้าเล็กๆ เข้าไปสั่งการที่สมอง และเมื่อส่งสัญญาณนั้นเข้าไป หนูตะเภาตัวน้อยก็ไม่ได้มีความรู้สึกต่อต้านแต่อย่างไร มันกลับทำท่าเหมือนว่ามันกำลังเลือกที่จะเดินไปทางนั้นด้วยตัวเอง

ลองคิดดูซิว่าถ้าการทดลองรูปแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับมนุษย์ ถ้าไม่ติดเรื่องจริยธรรมเราคงได้พบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ว่าแท้จริงแล้วคนเราก็แค่เลือกตาม Algorithm ทางชีวเคมีของฮอร์โมนในสมองเท่านั้นเองครับ

แต่เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่า ถ้าเราอยากเลิกบุหรี่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ต้องทนหักห้ามใจ แค่เราต้องติดเครื่องที่ส่งสัญญาณบางอย่างเข้าไปที่สมองให้คนติดบุหรี่มานานรู้สึกรังเกียจบุหรี่ขึ้นมาเท่านั้นเองครับ

อย่างเครื่องมือแพทย์บางอย่างที่ใช้กระตุ้นสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าพบว่า แค่ติดเครื่องนี้เข้าไปก็ทำให้บรรดาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหายจากอาการเป็นปลิดทิ้ง แต่กลายเป็นว่าหลายเดือนหลังจากนั้นบรรดาผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากลับยิ่งเศร้าหนักกว่าเดิม บรรดาแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายตกใจมากเพราะคิดว่าเครื่องมือกระตุ้นสมองใช้ไม่ได้ผล แท้จริงแล้วพวกเขามาพบตอนท้ายว่า เพราะแบตเตอรี่ของเครื่องกระตุ้นสมองหมด พอแค่เปลี่ยนแบตใหม่เท่านั้นแหละ กลับมาแฮปปี้ทันทีครับ

แน่นอนว่าการกระตุ้นสมองก็สามารถทำให้คนเรามีสมาธิหรือประสาทที่เฉียบคมขึ้นมาก จากการทดลองด้วยการกระตุ้นสมองของทหารก่อนเข้ารับการทดสอบจำลองการรบพบว่า กลุ่มคนที่ได้รับการทดสอบนั้นสามารถยิงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมมาก พวกเขาให้คำตอบว่าหลังจากได้รับการกระตุ้นสมองก็เห็นทุกอย่างช้าลงอย่างไม่น่าเชื่อ จนทำให้การตอบโต้สามารถทำได้ง่าย ไม่เหลือแรงกดดันเมื่อต้องถูกข้าศึกเข้าประชิดตัว

เป็นอย่างไรครับกับแนวโน้มของการกำเนิด Super Human หรือ อภิมนุษย์ที่จะก้าวเข้ามาเหนือมนุษย์ทั่วไปในที่สุด

ในขณะเดียวกัน การหลอกสมองก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการสร้างประสบการณ์ที่ดีในช่วงสิบวินาทีสุดท้าย จากการทดลองพบว่า เมื่อแบ่งเด็กออกเป็นสองกลุ่มที่ต้องรับการฉีดวัคซีน กลุ่มแรกฉีดวัคซีนเฉยๆ แล้วตอบแบบสอบถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการฉีดวัคซีนในวันนี้ กับอีกกลุ่มจะได้รับขนมหรือลูกอมที่เด็กๆ ชอบ แล้วค่อยตอบคำถามเหมือนกัน

ผลปรากฏว่าเด็กกลุ่มหลังตอบว่ารู้สึกดีกว่าเด็กกลุ่มแรกที่ไม่ได้รับขนมตอนท้ายมาก การทดลองนี้บอกให้รู้ว่าไม่ว่าจะเกิดเรื่องราวแย่ๆ มากแค่ไหน ขอแค่ทำตอนจบให้ดี เพียงเท่านี้ทุกอย่างก็จะแฮปปี้ครับ

และด้วยสมองนี้เองที่ทำให้เราพบว่า ยิ่งมนุษย์เราลงทุนลงแรงกับอะไรไปมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีแนวโน้มจะปักใจเชื่อและรักษาสิ่งนั้นไว้มากเท่านั้นครับ

นี่เป็นสิ่งที่หลายศาสนาเข้าใจในจุดนี้ จึงสร้างพิธีกรรมต่างๆ ให้คนเราเข้าร่วมด้วยความยากลำบาก เพราะบรรดานักบวชรู้ว่ายิ่งเราใช้เวลากับเรื่องเหล่านั้นมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งบอกตัวเองให้เห็นว่าสิ่งนั้นมีค่ามากเท่านั้นครับ

เพราะมนุษย์เราไม่อยากรู้สึกว่าทุกการลงทุนลงแรงไปนั้นสูญเปล่า หรือเอาง่ายๆ ไม่มีใครอยากยอมรับว่าตัวเองโง่มานาน เข้ากับสุภาษิตไทยที่ว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” ก็เสียไปแล้วจะปล่อยให้เสียเปล่ากลายเป็นเสียค่าโง่มันก็เสียหน้าจริงมั้ยล่ะครับ

บทที่ 9 การแยกตัวครั้งใหญ่ The Great Decoupling

ในศตวรรษที่ 21 มนุษย์ส่วนใหญ่จะถูกแยกออกจากระบบเศรษฐกิจ เพราะหมดซึ่งความจำเป็นในแง่การผลิต อาจจะเหลือแค่ในแง่การบริโภค ยกตัวอย่างง่ายๆ เดิมทีการขับแท็กซี่ที่ลอนดอนนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะคนขับต้องสอบกับโจทย์ที่โคตรจะยากในการจำเส้นทางลัด หรือซอกซอยต่างๆ ให้ได้มากที่สุด

ทำให้อาชีพคนขับแท็กซี่นั้นเป็นอาชีพที่ไม่ใช่ใครจะสอบผ่านเข้ามาขับก็ได้ ทำให้คนขับแท็กซี่ลอนดอนมีรายได้ที่ดีมาก

แต่เมื่อเทคโนโลยีอย่าง Google Maps เข้ามาทำให้ความสามารถเดิมในการจำเส้นทางที่เคยต้องใช้ความพยายามอย่างหนักนั้นหมดความจำเป็นอีกต่อไป เช่นเดียวกันกับหลายๆอาชีพในวันนี้ที่เริ่มถูกระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่ และยังมีอีกหลายอาชีพที่จะถูก AI เข้ามาแทนที่โดยชิ้นเชิงได้ไม่ยาก หมอ หรือ เภสัช ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วย AI มากที่สุด

เพราะแต่เดิมต้องจำให้ได้ว่าอาการแบบนี้น่าจะหมายถึงโรคอะไร ต้องอ่านเคสผู้ป่วยเยอะๆเพื่อให้เข้าใจอาการของโรคที่หลากหลาย แต่ในขณะเดียวกัน AI อย่าง IBM Watson สามารถวินิจฉัยอาการผู้ป่วยได้แม่นยำมากจนหมอที่เก่งที่สุดในโรคก็ยังไม่สามารถทำได้ หรือ AI ของ Google เองที่แค่อ่านภาพถ่ายจากดวงตาก็สามารถบอกได้ว่าใครกำลังมีภาวะเบาหวานซ่อนอยู่

หรือเภสัชกรที่เป็นหุ่นยนต์ก็ไม่เคยจ่ายยาผิดเลย จากที่ทดลองใช้งานมาพบว่าจากใบสั่งยา กว่า 50 ล้านใบ ไม่มีการจ่ายยาพลาดแม้แต่ใบเดียว แน่นอนว่าถ้าเป็นเภสัชกรที่เป็นมนุษย์ต้องมีการผิดพลาดเกิดขึ้นแน่กับการจ่ายยาถึง 50 ล้านใบสั่ง เพราะมนุษย์เราเหนื่อยเป็น มีอารมณ์เป็น ดังนั้นต่อให้เครื่องจักรไม่มีจิตสำนึก แต่งานต่างๆ ต้องการแค่ความฉลาดในหน้าที่ของมันที่จะทำงานได้อย่างไม่ผิดพลาดก็เพียงพอครับ

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ในครั้งนี้จะเหมือนกับการปฏิวัติรถยนต์ในครั้งก่อน แต่เดิมม้าสามารถดมกลิ่น รัก และจดจำใบหน้าเจ้าของได้ กระโดดข้ามรั้วได้ และทำอะไรหลายอย่างได้มากกว่ารถยนต์ Ford model T แต่ในขณะเดียวกัน คนก็ไม่ได้ต้องการความสามารถที่หลากหลายของม้าอีกต่อไป คนแค่ต้องการเดินทางไปให้ถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุด ดีที่สุด หรือคุ้มค่าที่สุด และนั่นก็ทำให้ม้าที่เคยเต็มเมืองเมื่อไม่ถึงร้อยปีก่อน เหลือแต่อยู่ในสวนสัตว์หรือฟาร์มเลี้ยงม้าเท่านั้นในวันนี้

แน่นอนอาชีพต่างๆ ก็เช่นกัน เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ คนที่ทำอาชีพเหล่านั้นก็จะถูกปลดระวางเช่นเดียวกันม้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ครับ

ดังนั้นการปฏิวัติ Data และ AI จะก่อให้เกิดชนชั้นที่ไร้ประโยชน์ขึ้นมากมาย เพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรม เครื่องจักรทำให้แรงงานที่เคยสำคัญนั้นไร้ค่า มาวันนี้ปัญญาประดิษฐ์กำลังจะทำให้การใช้ปัญญาของมนุษย์ไร้ค่าเช่นกันครับ และนั่นก็จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจมาก เพราะงานใช้ความคิดหรือบริหารระดับกลางๆ จะถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ทั้งหมด

เพราะทุกสิ่งล้วนมีขั้นตอนในการคิด หรือขั้นตอนในการตัดสินใจ นั่นก็บอกให้รู้ว่า Algorithm อยู่ในทุกสิ่งรอบตัวจริงๆ ครับ เหมือนที่ Alpha Go ของ Deepmind สามารถเล่นโกะชนะแชมป์โลกอย่างขาดลอย ทั้งๆ ที่มันเรียนรู้ด้วยตัวเองจากข้อมูลการเล่นโกะในอดีต รวมถึงกับการเล่นโกะกับตัวเองด้วยซ้ำ

แม้แต่งานสร้างสรรค์ที่มนุษย์เคยเชื่อว่าเป็นแค่ความสามารถของมนุษย์เท่านั้น แต่ด้วย AI ที่ชื่อว่า EMI สามารถเข้าใจ Algorithm ของความไพเราะในการฟังเพลงของมนุษย์ จนมันสามารถแต่งเพลงที่ไพเราะมากให้มนุษย์ฟังแล้วซาบซึ้ง และเมื่อทดลองให้คนฟังแบบไม่บอกว่าเพลงไหนคนเล่น เพลงไหน AI เล่น คนส่วนใหญ่ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เพลงที่ AI นั้นมีความไพเราะจับใจถึงจิตวิญญาณจริงๆ ครับ

มนุษย์จะถูกทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งด้วย Data ต่างๆ ของเราที่ถูกวัดผล เหมือนที่ Google ร่วมมือกับ Novatis ในการประดิษฐ์ Contact Lens ที่จะสามารถตรวจวัดระดับเบาหวานผ่านน้ำตาแบบ real-time ทุก 2-3 วินาทีได้ทันที

และที่สำคัญ อีกหน่อยเราแต่ละคนจะปฏิสัมพันธ์กันน้อยลงกว่าเดิมมาก เช่น ถ้าเราจะนัดกับเพื่อนซักคนหนึ่งมากินข้าวกัน เราไม่ต้องตรวจสอบว่าเพื่อนกับเราว่างตรงกันวันไหน แต่จะเป็นหน้าที่ระหว่าง AI ของเรากับเพื่อนเราที่จะแลกตารางงานและพูดคุยต่อรองกันเอง หน้าที่ของเราก็คือ แค่ไปให้ตรงเวลาในวันนัดก็พอ หรืออาจไม่ต้องกลัวสาย เพราะ AI จะเตรียมรถรอไว้ให้เมื่อใกล้ถึงเวลานัด ทำให้เราไปถึงตรงเวลาได้ทันทีครับ

ในศตวรรษที่ 20 คนรวยต้องช่วยคนจนผ่านการบริจาคหรือสวัสดิการต่างๆ ก็เพราะต้องการแรงงาน แต่ในศตวรรษที่ 21 แรงงานจะไม่ใช่สิ่งที่คนรวยต้องการ แน่นอนว่าสวัสดิการต่างๆ ที่เคยมีก็จะหมดสิ้นไป ดังนั้น คนส่วนใหญ่ต่างต้องดิ้นรนเพื่อชีวิตตัวเองให้หนักขึ้นกว่าวันนี้มากครับ

บทที่ 10 มหาสมุทรแห่งสติสัมปชัญญะ The Ocean of Conciousness

ว่าด้วยเรื่องของศาสนาใหม่ที่มีเทคโนโลยีเป็นแรงผลักดันอยู่เบื้องหลัง มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 จะเข้าถึงจิตใจของตัวเองได้ง่ายขึ้นผ่านเทคโนโลยีต่างๆ จากเดิมเราต้องเข้าวัด เข้าอาราม เข้าหานักบวช เพื่อทำให้เสียงในหัวเราสงบลง

จากเดิมเราอาจต้องนั่งสมาธิเพื่อฝึกควบคุมความคิดจิตใจให้ได้

แต่อีกหน่อยเราอาจจะแค่เดินเข้าไปหาหมอที่โรงพยาบาลหรือคลีนิค จากนั้นก็ให้หมอฝังเครื่องอะไรบางอย่าง หรือฉีด Nano Robot เข้ามาในตัวเราเพื่อให้เราควบคุมเสียงในหัวได้ดียิ่งขึ้น

ดังนั้นหน้าที่ของศาสนาที่เคยทำให้เราฝึกควบคุมจิตและความคิดก็จะค่อยๆ หมดความสำคัญลงไป เพราะเทคโนโลยีสามารถทำให้เราควบคุมตัวเองได้อย่างที่เราต้องการอย่างเต็มที่

และสุดท้ายมนุษย์ที่ควบคุมตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ก็อาจเป็นมนุษย์ที่ไม่เหลือความเป็นมนุษย์อีกต่อไป เพราะทุกคนอยากจะ Perfect เหมือนกันไปหมด ฟังดูเป็นโลกที่ไร้สีสันอย่างไรก็ไม่รู้นะครับ

บทที่ 11 ศาสนาข้อมูล The Data Religion

ทุกศาสตร์ในอนาคตจะสามารถข้ามสาขาหรือขอบเขตเดิมได้ง่าย ไม่ว่าจะเศรษฐศาสตร์ ดนตรีวิทยา หรือชีววิทยา ด้วยการเข้าใจ Algorithm ของแต่ละศาสตร์อย่างถ่องแท้ครับ

เพราะถ้าเรารู้ว่าสิ่งต่างๆ ทำอย่างไรด้วยลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน เราก็สามารถจะเข้าใจศาสตร์ใหม่ที่ไม่เคยรู้ได้ไม่ยาก แม้แต่ชีวิตก็จะมีความหมายในฐานะเครื่องมือสร้าง Data ชนิดหนึ่ง และเราก็จะหมดความหมายเมื่อเราตาย เมื่อเราไม่สามารถสร้างข้อมูลใหม่ๆ เข้าระบบให้มันเรียนรู้ได้อีกต่อไปครับ

เพราะในยุค 5G ที่กำลังจะเป็น IoT หรือ Internet of Things อย่างเต็มตัว เราจะกลายเป็นตัวสร้าง Data ที่มากยิ่งกว่ายุคไหนๆ ที่เคยเป็นมาครับ

อีกหน่อยอาจไม่ใช่ทุนนิยมเสรีที่ครองโลก แต่อาจเป็น ข้อมูลนิยมเสรีต่างหาก ที่จะต่อต้านการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลทุกประเภทออกไป เพราะถ้าคุณบริสุทธิ์ใจ คุณก็ต้องกล้าเปิดเผยข้อมูลครับ

และจากหนัง Hollywood แนวมนุษย์ต่างดาวบุกโลกทั้งหลาย ที่เรามักจะเห็นตอนจบว่า สุดท้ายแล้วมนุษย์ต่างดาวที่มีเทคโนโลยีล้ำจักรวาล ก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ความรักของมนุษย์นั้นจะไม่มีทางเป็นเรื่องจริงเลย เพราะซูเปอร์คอมพิวเตอร์จะไม่มีวันคำนวนพลาดว่า Algorithm ของชีวเคมีในสมองของมนุษย์นั้นจะตอบสนองแต่ละสถานการณ์อย่างไร ไม่มีทางที่ปฏิกิริยาจากฮอร์โมนความรักที่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำด้วย Machine Learning จะพลาดไม่คาดการณ์ล่วงหน้าได้

และที่สำคัญ Algorithm ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตจะไม่ได้เกิดจากมนุษย์ แต่จะเกิดจาก Machine Learning หรือ AI หรือ Artificial Neural Networks สร้างขึ้นมา ตัวอย่างใกล้ตัวมากก็คือ Google Translate โปรแกรมแปลภาษาของ Google จากเดิมที่มีโค้ดหลายแสนบรรทัด มาวันนี้เมื่อเปลี่ยนมาใช้ Machine Learning โค้ดก็ลดลงเหลือแค่หลักร้อยบรรทัดเท่านั้นเอง แถมยังแปลได้ฉลาดกว่าเดิมมากจนไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถเขียนโค้ดได้สวยงามเท่านี้มาก่อนเลย

สุดท้าย จากเดิมอำนาจมาจากการสามารถเข้าถึงข้อมูล และปิดกั้นข้อมูลกับฝ่ายตรงข้าม แต่ในศตวรรษที่ 21 ที่เต็มไปด้วยข้อมูลไหลเวียนมหาศาล การปิดกั้นหรือเซนเซอร์ข้อมูลกลับกลายเป็นการปล่อยให้ข้อมูลไหลทะลักเข้าไปยังฝ่ายตรงข้าม ให้ไม่สามารถแยกออกว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนเท็จ แล้วก็ปล่อยให้เสียเวลากับการวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ ส่วนผู้ที่มีอำนาจจริงๆ คือการรู้ว่าข้อมูลไหนบ้างที่สำคัญ ข้อมูลไหนบ้างที่ควรค่ากับเวลาที่มีจำกัดเหลือเกิน

สรุปหนังสือ Homo Deus ประวัติย่อของวันพรุ่งนี้ A Brief History of Tomorrow

อ่านแล้วเล่า เล่มที่ 63 ของปี 2019

สรุปหนังสือ Homo Deus, A Brief History of Tomorrow
ประวัติศาสตร์ของวันพรุ่งนี้
Yuval Noah Harari เขียน
ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ และ ธิดา จงนิรามัยสถิต แปล
สำนักพิมพ์ GYPZY

อ่านสรุปหนังสืออีกสองเล่มก่อนหน้าในหนังสือชุดเดียวกันนี้ต่อ
สรุปหนังสือ Sapiens ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ > https://www.summaread.net/history/sapiens-a-brief-history-of-humankind/
สรุปหนังสือ 21 Lessons for the 21st Century > https://www.summaread.net/trend/21-lessons-for-the-21st-century/

สนใจสั่งซื้อได้ที่ > https://click.accesstrade.in.th/go/sxelwNcD

อ่านครั้งแรกเมื่อ 20191017-20191030