Tag

วิทยาศาสตร์อ่านสนุก

Browsing

ช่างสงสัย ช่างตั้งคำถาม และก็ช่างพยายามหาคำตอบ สำหรับหนังสือเล่มนี้ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวง่ายๆไกล้ตัว ที่เราส่วนใหญ่มักจะมองข้ามมันไปทุกเมื่อเชื่อว่า ทั้งๆที่เรื่องก็สุดแสนจะธรรมดา แต่ไหงถึงพาไปสู่คำตอบที่แสนจะมหัศจรรย์ได้

เช่น

04 ขนกับความเป็นคน, ทำไมเราต้องโกนหนวด?

ผม ในฐานะผู้ชายคนนึง ที่โกนหนวดมาเป็นประจำแทบจะวันเว้นวันตั้งแต่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นปลายๆมา ก็ไม่เคยตั้งคำถามหรือสงสัยกับเรื่องที่แสนจะธรรมดาสามัญอย่างการโกนหนวดเลย

จนหนังสือเล่มนี้ได้มีคำตอบช่วงนึงที่น่าสนใจว่า 98% ของนักธุรกิจหนุ่ม 100 คนที่รวยที่สุดในโลกมีใบหน้าเกลี้ยงเกลา และจากแบบสำรวจที่พบว่าผู้หญิงประทับใจผู้ชายใบหน้าเกลี้ยงเกลามากกว่าผู้ชายหนวดเคราเฟิ้ม เพราะพวกเธอคิดว่า ชายหนุ่มที่ไว้เคราดูเป็นคนไม่ค่อยมีน้ำใจ (Less generous) ไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่ (Less caring) และดูเป็นคนซังกะตาย (Less cheerful)

พอรู้แบบนี้การโกนหนวดทุกเช้าของผม ก็กลายเป็นเรื่องที่มีเหตุมีผลขึ้นมาเป็นกระบุงเลยครับ

หรือ

การอุปลักษณ์

มีคนกล่าวไว้ว่า “If you want to change the world, you have to change the metaphor.” แปลเป็นไทยก็ “ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงโลก คุณก็ต้องเปลี่ยนการอุปลักษณ์เสียก่อน”

อุปลักษณ์ ไม่ใช่ อุปมา เพราะอุปมาคือการเปรียบเปรยอย่าง หน้าเธอสวยเหมือนดารา แต่ก็ไม่ใช่ดาราแค่มีความคล้ายคลึงเทียบเคียง ส่วนอุปลักษณ์นั้นคือการแทนที่สิ่งใดความหมายหนึ่งเข้าไปตรงๆ เช่น สีแดงหมายถึงชาติ สีขาวหมายถึงศาสนา ประมาณนี้ครับ

แต่ในเรื่องหนึ่งของบทนี้ที่น่าสนใจคือ ในปี 2005 มีงานศึกษาชื่อ ความเปรียบเทียบที่เราใช้คิด บทบาทของอุปลักษณ์ของการใช้เหตุผล (Metaphors We Think With: The Rold of Metaphor in Reasoning)

โดยให้กลุ่มตัวอย่างลองอ่านบทความที่เกี่ยวกับอาชญากรรมที่มีเนื้อหาเหมือนกันแต่ใช้ความเปรียบของอาชญากรรมไม่เหมือนกัน กลุ่มหนึ่งแทนว่าเป็นสัตว์ร้าย อีกกลุ่มแทนว่าเป็นเชื้อไวรัส

ผลการทดลองคือ กลุ่มที่เปรียบอาชญากรว่าเป็นสัตว์ มีแนวโน้มจะเสนอว่าควรจัดการด้วยความรุนแรงและกักขัง ส่วนกลุ่มที่แทนที่ด้วยไวรัสเสนอแนะให้รวบรวมข้อมูลเพื่อแพร่กระจายและทำการรักษา

เห็นมั้ยครับแค่ใช้การอุปลักษณ์ที่ต่างกัน ก็ส่งผลต่อความคิดและการกระทำมากขนาดไหน

เรื่องนี้ยังมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆจากสงครามโลกครั้งที่สอง ที่นาซี กระทำกับชาวยิวเพราะเห็นว่าชาวยิวนั้นเป็นของเสีย ที่ต้องถูกจำกัดและกำจัดออกจากสังคม เริ่มจากตีตราสัญลักษณ์เพื่อแยกออกจากคนทั่วไป และส่งไปกำจัดที่ค่ายกักกันทั้งหลาย

ทั้งหมดนี้บอกให้รู้ว่า คำตอบจะมีค่าก็ต่อเมื่อเราเริ่มต้นจากคำถามที่ดี

เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเฟ้นหาคำตอบต่างๆให้ชีวิต แต่เรากลับไม่ค่อยใช้เวลากับการตั้งคำถามเลยว่า คำถามที่เราต้องการคำตอบนั้น มันถูกแล้วหรือไม่

เราต้องการแต่คำตอบที่ถูก จนมองข้ามคำถามที่ถูกต้องไป

เพราะผมเชื่อว่า คำถามที่ดีก็ตอบคำถามด้วยตัวมันเองไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าเราตั้งคำถามผิด ต่อให้คำตอบที่ได้มานั้นดีแค่ไหน แต่ก็หาได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตไม่ครับ

อ่านแล้วเล่า เล่มที่ 31 ของปี 2018

วัตถุต้องสงสัย
สงสัยไหมว่า ถ้าวัตถุพูดได้ มันจะเล่าอะไรให้เราฟัง?
วณัฐย์ พุฒนาค เขียน
สำนักพิมพ์ Salmon Books

20180312

ฟิสิกส์ที่เคยเป็นเรื่องยาก(สมัยเรียนมัธยมปลายผมตกติดศูนย์ตลอดเลยครับ) กลับกลายเป็นเรื่องง่ายด้วยเรื่องราวไกล้ตัว

ตั้งแต่ 1 วินาทีที่เราคุ้นเคย ในแง่ฟิสิกส์มันคือช่วงเวลา 9,192,631,770 รอบจากการแกว่งของรังสีที่แผ่ออกมาจากอะตอมซีเซียม-133 ในสถานะพื้นขณะเกิดการเปลี่ยนสถานะระหว่าง 2 ระดับพลังงานไฮเปอร์ไฟน์

ไปจนถึง 1 เมตร คืออะไร และ 1 กิโลกรัมจริงๆแล้วคืออะไร

ไปจนถึงเรื่องสุดหลุดจินตนาการอย่าง เราสามารถสร้างปืนใหญ่ที่ยิ่งได้แรงพอจนลูกปืนนั้นสามารถวนรอบโลกกลับมาที่จุดที่ยิงมันออกไปได้มั้ย

และเจ้าของคำถามหลุดจินตนาการจนฟังดูเพ้อเจ้อนี้ก็คือ เซอร์ ไอแซก นิวตัน อัจฉริยะที่เราทุกคนคุ้นกันดีนี่เอง

ถ้าถามว่าคนทำงานโฆษณาการตลาดอย่างผมอ่านหนังสืออย่างนี้ไปจะเอาไปใช้อะไรได้

พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์เคยกล่าวไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เหมือนการตีหินให้เกิดประกายไฟ ส่วนความรู้ ประสบการณ์ หนังสือที่อ่าน ความชอบส่วนตัว และอื่นๆ เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่เข้ามารองรับประกายไฟนั้นให้ลุกโชนสว่างไสว เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามต้องการ

นี่เป็นเหตุผลที่ผมอ่านหนังสือหลากหลายแนวเหลือเกิน จนเวลาที่ใครถามว่าผมชอบอ่านแนวไหน ผมก็ตอบไม่เคยได้เพราะผมอ่านไปเรื่อย แต่ทุกเล่มที่ผมอ่านมีจุดร่วมเดียวกันคือ “น่าสนใจและน่าสนุก”

และหน้าปกเล่มนี้ก็บอกแล้วว่า “เรื่องพิลึกธรรมดา” แค่นี้ก็ฟังดูน่าสนุกแล้วสำหรับผม

และฟิสิกส์ก็ทำให้เรื่องที่แสนจะธรรมดานั้นน่าทึ่งเสมอ จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าฟิสิกส์ที่สอนกันอย่างเคร่งเครียดในโรงเรียนนั้น ทำให้สนุกได้แบบหนังสือเล่มนี้ เด็กไทยคงอยากโตไปเป็นนักฟิสิกซ์อีกเยอะเลยแน่ๆ

สุดท้ายแล้วผมคิดว่าสิ่งที่เราอ่านนั้นอาจไม่สำคัญเท่าเราเอาไปต่อยอดใช้อะไรต่อได้ครับ

อ่านแล้วเล่า วิทยาศาสตร์อ่านสนุก ฟิสิกส์หรรษา ชุด เรื่องลึกลับธรรมดา
อาจวรงค์ จันทมาศ เขียน
สำนักพิมพ์ มติชน

เล่มที่ 22 ของปี 2018
20180222