เหตุผลของธรรมชาติ

ครั้งนี้ผมขอเริ่มด้วยการหยิบปกหลังหนังสือขึ้นมาเขียนนะครับ

ทำไมเราถึงแพ้ท้อง
ทำไมถึงจึงมีไข้
ทำไมไข้มาลาเรียทำให้เรานอนซม แต่ไข้หวัดทำให้เราไอและจาม
ทำไมไฟฉายย่อส่วนเป็นจริงไม่ได้
ทำไมคนเมืองร้อนจึงชอบกินอาหารเผ็ด
กำเนิดการหายใจด้วยออกซิเจน
ทำไมปลวกต้องสร้างจอมปลวกใหญ่
ทำไมเราต้องกิน
ทำไมทารกหัวใจจึงเต้นเร็วกว่าผู้ใหญ่
ทำไมเรากินอาหารสามมื้อต่อวัน แต่งูเหลือมกินวันละหนึ่งมื้อต่อเดือน
หูช้างและอัณฑะคนคล้ายกันตรงไหน
ทำไมอัณฑะจึงหดเล็กเมื่อเราโกรธ
ทำไมนกฟลามิงโกยืนขาเดียว
ทำไมเราเบื่ออาหารเวลาเราป่วย
และคำถามทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกันยังไง

ทั้งหมดนี้มีคำตอบอยู่ในหนังสือเล่มเล็กอ่านสนุกเข้าใจง่ายไม่ถึงสองร้อยหน้า คราวนี้ผมขอตอบคำถามจากปกหลังของเล่มทั้งหมดจากความจำที่เพิ่งอ่านจบไปเมื่อกี๊ให้ดูแล้วกันนะครับ

ทำไมเราถึงแพ้ท้อง เพราะ เป็นวิวัฒนาการกลไกป้องกันร่างกายของแม่ตั้งแต่สมัยโบราณที่ไม่มีตู้เย็นเก็บรักษาอาหารให้สดใหม่ได้ตลอดเวลา

ดังนั้นอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่อาจเน่าเสียได้ง่ายในสมัยโบราณนั้นทำให้ร่างกายของหญิงที่เริ่มตั้งท้องช่วงแรกไม่เปิดรับ แต่ด้วยเราเพิ่งสร้างเทคโนโลยีที่เรียกว่าตู้เย็นเพื่อเก็บรักษาอาหารเมื่อไม่นานมานี้ (ไม่ถึงร้อยปี) ร่างกายเราจึงวิวัฒนาการตามไม่ทัน

ผมเดาว่าอีกซักพันปีร่างกายของผู้หญิงคงเลิกแพ้ท้องแล้วล่ะครับ

และอีกเหตุผลหนึ่งคือเพราะร่างกายของทารกในช่วง 1-3 เดือนแรกนั้นยังนับว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกายของแม่ เพราะครึ่งหนึ่งของตัวอ่อนในท้องนั้นมาจาก DNA ของพ่อ

ดังนั้นร่างกายแม่ก็ต้องปรับตัวกับตัวอ่อนไปพร้อมกัน

ทำไมถึงจึงมีไข้ เพราะการเพิ่มความร้อนในร่างกายด้วยตัวเองของคนเราสามารถรักษาเชื้อโรค ไวรัส หรือแบคทีเรีย ให้หายด้วยตัวเองได้ตามวิวัฒนาการของร่างกายแต่สมัยก่อน

ทำไมไข้มาลาเรียทำให้เรานอนซม แต่ไข้หวัดทำให้เราไอและจาม 

เพราะ ไข้มาลาเรียนั้นเป็นวิวัฒนาการในการไม่พึ่งพาร่างเหยื่อหรือเจ้าของมากนัก เน้นพาหะในการนำพาเชื้อให้แพร่พันธุ์อยู่รอดต่อไปได้ แต่ไข้หวัดนั้นไม่มีพาหะโดยตรงนอกจากเจ้าของร่าง ดังนั้นเลยเป็นเหตุให้เวลาเราเป็นไข้หวัดเรามักจะยังพอมีแรงออกไปพบเจอผู้คนเพื่อไอและจามแพร่เชื้อส่งต่อให้เชื้อไข้หวัดนั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้

ทำไมคนเมืองร้อนจึงชอบกินอาหารเผ็ด

เพราะ ตั้งแต่สมัยก่อนจะวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วเมื่อ 200 ปีก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม พื้นที่ในเขตร้อนนั้นเนื้อสัตว์จะเน่าเสียได้ง่ายกว่าพื้นที่เขตหนาวมากนัก และสารทำความเผ็ดจากพืชสมุนไพรนั้นสามารถยับยั้งและฆ่าเชื้อโรคได้ในระดับหนึ่ง

นั่นเลยเป็นเหตุผลให้คนในเมืองร้อนนิยมกินเผ็ดหรือจัดเครื่องเทศมากกว่าเขตหนาวอย่างยุโรบ

ทำไมเราต้องกิน เพราะ การกินเป็นการรับเอาพลังงานจากภายนอกเข้ามาใช้ภายในร่างกายให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ และพลังงานที่เราต้องการนั่นก็คือพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์

แต่ฟังแบบนี้แล้วเหมือนกับว่าเราอยู่ได้ด้วยการสังเคราะห์แสงอย่างนั้นแหละ

ความเป็นจริงแล้วก็ไกล้เคียงครับเพราะเซลล์ต้องพึ่งพาความร้อนในการแปลงเป็นพลังงานเพื่อให้อยู่รอดได้ แต่ร่างกายสัตว์นั้นมีความซับซ้อนและใหญ่โตเกินกว่าที่จะรับพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้โดยตรง เราจึงต้องกินอาหาร และอาหารนั้นเอาพลังงานมาจากไหน

ต้นกำเนิดอาหารที่สำคัญที่สุดคือพืช

เพราะพืชนั้นดึงเอาอะตอมที่ลอยอยู่อย่างว่างเปล่าในอากาศมาประกอบเป็นโมเลกุลสารอาหารด้วยขาที่ยึดเหนี่ยวโมโลกุลเข้าด้วยกัน ซึ่งขาหรือพันธะระหว่างโมเลกุลนั้นพืชได้มาจากพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์

และพลังงานทั้งหมดที่เราได้รับนั้นก็ได้มาจากการสลายพันธะที่เชื่อมต่อโมเลกุลออกมาเป็นพลังงานความร้อนเข้าสู่ร่างกายเรา (ถ้าจำผิดพลาดต้องไหนต้องขออภัยด้วย)

ทำไมเราเบื่ออาหารเวลาเราป่วย (ข้อนี้เซอร์ไพรซ์มาก) เพราะ ในอาหารบางประเภทที่เราเบื่ออาหารเวลาเราป่วยนั้นมักเป็นอาหารมื้อใหญ่ๆ เช่น สเต็ก หรือ เนื้อสัตว์

ในอาหารเหล่านั้นอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และธาตุเหล็กนั้นก็เป็นตัวเร่งให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี เลยเป็นเหตุผลให้ร่างกายเราเบื่ออาหารในช่วงป่วย เพื่อป้องกันร่างกายและรักษาตัวเอง

และคำถามทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกันยังไง

เพราะคำถามเหล่านี้ทำให้เราได้ค้นพบ “ข้อเท็จจริง” มากมาย ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกัน

ข้อเท็จจริงที่ดี ก็เปรียบเสมือนความรู้จริงรู้แจ้งในสิ่งนั้น สิ่งสำคัญคือในโลกที่มีข้อเท็จจริงมากมายปะปนกันเต็มไปหมด เราต้องรู้จัก “เลือก” ข้อเท็จจริงที่ดี ออกจากข้อเท็จจริงที่ไม่มีประโยชน์

แล้วเราก็ต้องมีทักษะในการ “ตั้งคำถาม” ที่ดีเพื่อที่จะได้คำตอบ หรือเจอข้อเท็จจริงที่ดีได้ตรงตามที่เราต้องการ และสุดท้ายนั้นคือเราจำเป็นต้องมีทักษะที่จะ “มองเห็นความเชื่อมโยง”

ข้อเท็จจริงที่ดีต่างๆที่เรามี ประกอบออกมาเป็นความรู้ใหม่ออกมาให้ได้ นี่คือความสามารถที่จำเป็นมากในโลกยุคปัจจุบันที่เรามีความรู้ล้นเหลือมากมายแต่กลับทำอะไรไม่ได้มากนัก..

..ก็คงเหมือนกับคำโบราณที่ว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” แหละครับ