Fear กลัว

หัวใจของปัญญาญาณเพื่อผ่านพ้นพายุ โดย ติช นัท ฮันท์ นักบวชชาวเวียดนามที่ก่อสร้าง Plum Village หรือสถานปฏิบัติธรรมในหลายประเทศทั่วโลก

ทำไมอยู่ดีๆคนอย่างเราถึงเลือกอ่านหนังสือแบบนี้ แปลกใจตัวเองเหมือนกัน เพราะปกติแล้วเราจะมีภาพจำฝังหัวว่าหนังสือที่เขียนโดยพระหรือเรื่องเกี่ยวกับศาสนามักจะต้องน่าเบื่อ งมงาย เยิ่นเย้อนิทานปรัมปรา แต่ที่เลือกเล่มนี้ในตอนนั้นเพราะหนังสือของท่าน Osho ที่เราชอบพูดถึงชื่อคนๆนี้บ่อยมาก จนเราก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นนักปรัชญาที่น่าสนใจอีกคนนึง จนวันที่เลือกหนังสืออยู่เจอเล่มนี้เข้ามาส่งที่ร้านพอดีก็เลยได้ติดมือกลับมา

แล้วหนังสือที่หน้าปกบอกว่า “กลัว” พูดถึงอะไรในเล่มบ้างล่ะ?

ผมขอสรุปรวบยอดจากความเข้าใจของตัวเองไว้ให้ตัวเองกลับมาอ่านแล้วกันว่า หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องความกลัวที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน ไม่ว่าจะกลัวอดอยาก กลัวจน กลัวหิว กลัวไม่มีคนรัก กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวที่ต้องอยู่คนเดียว กลัวคนอื่นเข้าใจผิด กลัวความยากลำบาก กลัวอุปสรรค และอีกสารพัดล้านสิ่งความกลัวของเราทุกคนนั้น ต่างมีต้นกำเนิดความกลัวมาตั้งแต่บรรพบุรุษของเราซึ่งสะสมตามระยะเวลาเรื่อยมาจนตกทอดมาถึงเรา

ก็แล้วยังไงล่ะถ้ายังไงมันต้องตกทอดมาถึงเรานั่นหมายความว่าเราก็ต้องนั่งก้มหน้ายอมรับความ “กลัว” ต่อไปอย่างนั้นหรอ

เปล่าเลยครับ เราไม่จำเป็นต้องก้มหน้ายอมรับ หรือแม้กระทั่งหลบหนีหรือเบือนหน้าหนีความกลัวอีกต่อไป เพราะอย่างที่เรารู้กันเราทุกคนต่างก็มีเรื่องที่เรากลัว แล้วทุกครั้งที่เรื่องนั้นผุดขึ้นมาในหัวเราๆก็จะต้องรีบหาทางกำจัดมันออกไป หรือไม่ก็รีบฝังมันไว้โดยการหนีไปคิดเรื่องอื่น หรือทำให้ความคิดตัวเองไม่ว่างแทน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความกลัวหายไปไหน เหมือนเราเปิดตู้เย็นมาเจอซากหนูแล้วเราก็เลือกที่จะรีบปิดตู้เย็นไว้แบบนั้นทำเป็นไม่ใส่ใจ แกล้งทำว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น

แต่ท่านติช นัท ฮันท์ นั้นกลับบอกให้เราเผชิญหน้ากับความกลัว โอบกอดความกลัวเข้ามาสู่ร่างกายให้มันทะลุไปยังไงยังงั้น ยอมรับว่าความกลัวเป็นส่วนหนึ่งของเรา ไม่ต้องต่อสู่ ไม่ต้องต่อต้าน ไม่ต้องใช้ความคิด ให้ใช้ความรู้สึกและเข้าใจถึงความกลัวนั้น มองเข้าไปในความกลัวนั้นให้ลึกที่สุด แล้วเราก็จะพบว่าความกลัวนั้นอาจจไม่ได้ใหญ่เลยอย่างที่เราคิด หรือแม้แต่กระทั่งความกลัวนั้นก็จะมลายหายไปเป็นแค่หมอกควัน หาได้จับต้องได้จริงไม่

พูดน่ะง่ายแต่ทำน่ะยาก ผมรู้ครับอันนั้น แต่เราต้องเริ่มฝึกที่จะทำสิ่งนี้เพื่อเข้าใจความกลัวของเราให้มากที่สุด พอเราหมดซึ่งความกลัวนั่นหมายความว่าชีวิตเราแทบจะสุขสมบูรณ์ไปแล้วด้วยซ้ำไม่ต้องรอให้นิพพานหรือไปถึงสวรรค์ชั้น 8 หรอก

แม้ท้ายๆเล่มจะกลายเป็นเรื่องสอนวิธีการปฏิบัติภาวนา หรือทำสมาธิเพื่อเรียกสติในรูปแบบต่างๆ แต่หนังสือเล่มนี้ก็ทำให้ผมสนใจในวิธีการคิดของท่านติช นัท ฮันท์ ไม่น้อย งานหนังสือสิ้นเดือนนี้คงได้มีหนังสือของท่านติช นัท ฮันท์ ติดมือกลับบ้านอีกเล่มเป็นอย่างน้อยแน่ๆครับ

พูดถึงงานหนังสือแล้วก็กลัวครับ..กลัวจะล้มละลายในงานหนังสือเหมือนปีก่อนน่ะซิ