TRUST เชื่อใจ โอบกอดชีวิตและปล่อยให้ชีวิตเป็นไป OSHO

สรุปหนังสือของ OSHO เล่มล่าสุดนี้มีชื่อว่า TRUST หรือ เชื่อใจ ที่พอผมรู้ว่าเป็นหนังสือเล่มใหม่ก็รีบตรงดิ่งไปร้านหนังสือทันทีเพื่อหามาอ่าน ในฐานะหนึ่งคนที่เป็นแฟนผลงานติดตามหนังสือทุกเล่มของ OSHO เท่าที่จะหาได้เป็นภาษาไทย ก็เลยทำให้หนังสือเล่มนี้ถูกลัดคิวขึ้นมาอ่านจากกว่า 500 เล่มที่ยังรอให้อ่านอยู่บนชั้นหนังสือที่บ้านครับ

ใจความหลักของหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกับชื่อเล่มที่บอกให้รู้ถึงแก่นของความเชื่อใจ ความเชื่อใจในที่นี้ไม่เหมือนกับความเชื่อใจที่ผมเคยรู้จักมาก่อน เดิมทีเรามักอาจไม่ค่อยกล้าที่จะเชื่อใจใคร ไม่ว่าจะด้วยกลัวความผิดหวังหรือแม้กระทั่งกลัวถูกเขาหลอก

แต่ในความจริงแล้วความเชื่อในแบบของ OSHO นั้นต่างออกไปลิบลับ เพราะการเชื่อใจของเรานั้นไม่ได้ผูกกับใครหรือสิ่งใด แต่คือการปล่อยใจทั้งหมดให้หลุดลอยออกไปเป็นอิสระก็ด้วยความเชื่อใจว่าทุกอย่างที่เป็นนั้นดีอยู่แล้วครับ

เดิมทีเราอาจจะเคยบอกว่าเราเชื่อใจเค้าเพราะเค้าทำอย่างนั้น หรือเพราะเค้าเคยทำอย่างนี้ แต่ในความเชื่อใจของ OSHO คือการเชื่อใจในตัวเราเองเป็นหลัก เราทุกคนต้องเชื่อใจในตัวเราเองก่อน เมื่อเราเชื่อใจในตัวเราเองมากพอมันก็จะเหมือนกับกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่อาจจะสะกดกลั้นเอาไว้แค่กับตัวเอกไม้เล็กๆ เองได้

นั่นหมายความว่าความเชื่อใจที่เรามีก็จะแผ่กระจายไปที่คนรอบตัวและทุกสิ่งรอบข้าง เมื่อความเชื่อใจนั้นเข้าไปถึงผู้อื่นที่ต่อให้เป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจหรือไม่น่าเชื่อใจในสายตาใครก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วเขาก็จะรู้สึกตัวด้วยตัวเองว่าเขาไม่น่าทำแบบนั้นเลย

หรือต่อให้เขาไม่มีทางรู้สึกสำนึกผิดอะไรแบบนั้นที่หลักหลังต่อความเชื่อใจของเรา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่ดีที่สุดคือเราเองต่างหากที่จะไม่ได้รู้สึกผิดหวังแต่อย่างไร เพราะเมื่อเราเชื่อใจโดยไม่คาดหวังสิ่งใดก็ตามเราก็จะไม่รู้สึกผิดหวังหรือเป็นทุกข์ และเมื่อนั้นเราก็จะรู้สึกว่าชีวิตช่างเป็นเรื่องง่ายที่เราจะเชื่อใจในการตัดสินใจและใช้ชีวิตหรือแม้แต่ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปอย่างที่มันเป็น

เพราะเมื่อเราเชื่อใจต่อชีวิตแล้วเราก็จะเป็นเหมือนเมฆที่ล่องลอยบนท้องฟ้า ถ้าถามว่าเมฆนั้นมีจุดหมายปลายทางใดที่จะไปมั้ยตอบได้ว่าไม่เลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเมฆคือมันแค่ปล่อยตัวเองให้ล่องลอยไปตามสายลม จะลอยไปทางไหนก็ไม่เป็นทุกข์ หรือจะละลายหายไปกลายเป็นอากาศ หรือควบแน่นกลั่นออกมาเป็นน้ำฝนก็ตาม ทั้งหมดนี้คือการเปรียบเปรยภาพความเชื่อในใจแบบของ OSHO ออกมาให้เราเห็นภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าต่างจากคำว่าเชื่อใจที่เราเคยรู้จักหรือถูกสอนให้รู้จักมาก่อนอย่างสิ้นเชิง

การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป ธรรมชาติใดๆ เพราะธรรมชาติใดๆ ล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ชีวิตคนเราก็เช่นกัน ตั้งแต่เล็กจนโตสภาพร่างกายเราก็เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว พอร่างกายเราเริ่มโตเต็มที่กลายเป็นวัยรุ่นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงต่อไปอีกก็คือฮอร์โมนหรืออารมณ์ความรู้สึกเรา เมื่อเราก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่สิ่งที่ยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไปก็คือความคิดและประสบการณ์ หลังจากนั้นเมื่อเราเริ่มอายุมากขึ้นก็กลับมาสู่ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอีกครั้ง เพียงแต่ตอนนี้นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความถดถอยของร่างกาย

เห็นมั้ยครับว่าชีวิตมนุษย์เราล้วนอยู่กับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย แล้วเหตุใดเราจึงไม่กล้าไว้ใจให้ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในชีวิตเกิดขึ้นได้ เหตุใดเราจึงต้องพยายามดึงรั้งให้สิ่งต่างๆ เป็นให้ได้ดั่งใจเรา

เพราะถ้าเมฆไม่เปลี่ยนแปลงท้องฟ้าก็คงน่าเบื่อ หรือก็คงไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตบนโลก เราคงไม่มีเมฆก้อนเล็กที่รวมตัวกลายเป็นเมฆก้อนใหญ่ แล้วค่อยๆ กลายเป็นเมฆฝนหรือสายลมที่ทำให้ธรรมชาติทั้งมวลล้วนดำรงอยู่แบบที่มันเป็นทุกวันนี้ครับ

แต่ความไว้ใจของ OSHO ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกับความนิ่งเฉย เรื่องนี้ OSHO เล่าผ่านนิทานเรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่า “จงเชื่อในพระเจ้า แต่จงล่ามอูฐของเจ้าไว้ก่อน เพราะพระเจ้าไม่มีมือเหมือนเจ้า”

นิทานเรื่องนี้คือชายคนหนึ่งเดินทางมาไกลยังหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ก่อนเข้าไปยังโรงเตี๊ยมเข้าก็ได้สวดอ้วนวอนต่อพระเจ้าให้ช่วยดูแลอูฐของเขาไม่ให้หายไปด้วย

ครั้นเขาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมได้ไม่นานเพื่อหาน้ำและอาหารกินก่อนจะเดินทางไกลข้ามทะเลทรายต่อ เปิดประตูออกมาเท่านั้นแหละเขาต้องตกใจและร้องให้ฟูมฟายเพราะอูฐที่ขี่มานั้นหายไปอย่างไร้วี่แว

ชายคนนั้นโวยวายว่าเขาเองอุตส่าห์ไว้ใจและเชื่อใจในพระเจ้าถึงได้สวดอ้วนวอนขอให้พระองค์ช่วยดูแลอูฐให้เขาที เขาแค่จะแว๊บเข้าไปพักแปบเดียวก็จะรีบกลับออกมาเดินทางไปแสวงบุญต่อแล้ว

ทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งบอกว่าเจ้าขอพระเจ้าได้ แต่พระเจ้าไม่มีมือเหมือนเจ้า ดังนั้นเจ้าต้องล่ามอูฐไว้ด้วยตัวเองแล้วพรที่เจ้าของจะเป็นจริง

นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าในชีวิตเรานั้นมีอยู่สองสิ่ง สิ่งแรกคืออะไรก็ตามที่เราทำได้ กับอีกสิ่งคืออะไรก็ตามที่เราทำไม่ได้ ในสิ่งแรกนั้นเราจงทำในสิ่งที่เราทำได้ให้เต็มที่ จากนั้นกับสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้ก็จงปล่อยวาง ปล่อยไป และเชื่อใจในสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้เต็มที่ครับ

สุดท้ายนี้ความเชื่อใจไม่ใช่การที่เราคิดว่าเดี๋ยวอีกหน่อยก็จะดีขึ้น วันพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ แต่ความเชื่อใจในแบบของ OSHO คือทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ณ วินาทีนี้นั้นดีอยู่แล้ว จะว่าไปคำพูดนี้ก็ออกไปทางพุทธะ ที่บอกให้อยู่กับปัจจุบันขณะโดยไม่ต้องคิดถึงอดีตที่ผ่านไป หรือมัวแต่อยู่กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

ความสุขที่แท้จริงคือการมีความสุข ณ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ อยู่กับช่วงเสี้ยววินาทีที่เป็นปัจจุบันขณะให้ได้มากสุด แล้วเราก็จะค้นพบความสุขในเสี้ยวสั้นๆ ของวินาทีที่กำลังจะผ่านได้ไม่รู้จบจนสิ้นลมหายใจครับ

สรุปหนังสือ OSHO เชื่อใจ TRUST สำนักพิมพ์ Freemind

อ่านแล้วเล่า เล่มที่ 20 ของปี 2020

สรุปหนังสือ TRUST เชื่อใจ OSHO
โอบกอดชีวิตและปล่อยให้ชีวิตเป็นไป
ปรัชญา จุฬุวรรณ แปล
สำนักพิมพ์ Freemind

สนใจสั่งซื้อ > https://bit.ly/3d2CXhu

อ่านสรุปหนังสือของ OSHO เล่มอื่นต่อ > https://www.summaread.net/category/osho/