52 วิธีคิดให้ได้อย่างเฉียบคม The Art of Thinking Clearly

“ความคิด กับ ความจริง คือคนละสิ่งกัน”

ถ้าให้สรุปหนังสือเล่มนี้ในหนึ่งประโยค ผมว่าประโยคนี้แหละ เพราะเรามักจะสร้างความคิดขึ้นมาครอบงำความจริงไว้อีกขั้นนึง ความคิดจึงมีความจริงอยู่ส่วนนึงที่เป็นส่วนน้อย ที่เหลือก็จะเป็นอารมณ์ สภาพแวดล้อม หรือตัวแปรต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา ดังนั้นหนังสือเล่มนี้เลยเหมือนคู่มือที่ทำให้เราเข้าใจหลักการ 52 ของความคิดคิด เพื่อให้เรารู้เท่าทันและเข้าใจตัวเราเองและคนเราว่า “คิดกันยังไง”

ถ้าถามว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนที่ทำงานด้านการตลาด โฆษณา หรือนักวางกลยุทธ์ เพราะคุณจะรู้ว่าเราสามารถชี้นำความคิดหรือพฤติกรรมของคนได้ด้วยวิธีไหนบ้าง แน่นอนไม่มีวิธีไหนสามารถรับประกันผลได้ 100% แต่มันก็จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จให้ได้

เช่น เรื่อง Illusion of control หรือ คุณควบคุมตัวคุณได้น้อยกว่าที่คิด

เรามักคิดว่าเราสามารถควบคุมตัวเราได้ดี เราไม่ค่อยถูกใครชี้นำได้ง่ายๆ แต่ความเป็นจริงแล้วเรากลับถูกควบคุมได้ง่ายกว่าที่คิด

เพราะจากงานทดลองหนึ่งที่อเมริกาที่แบ่งผู้ทดลองออกเป็นคนสองกลุ่ม ให้ทนอยู่กับเสียงที่ทั้งดังและแสบหูแถมยังดังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความแตกต่างของคนสองกลุ่มนี้คือ กลุ่มที่สองมีปุ่ม “หยุด” อยู่ในห้องทดลอง แต่กลุ่มแรกไม่มีปุ่มใดๆอยู่ ผลปรากฏว่ากลุ่มที่สองสามารถทนอยู่ในห้องนั้นได้นานกว่ากลุ่มแรกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งๆที่ความจริงปุ่มหยุดที่ติดตั้งในห้องนั้น คือ “ปุ่มหลอก”

เพราะ “ปุ่มหลอก” ที่หลอกให้ผู้ถูกทดลองหลงคิดไปว่าตัวเองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ปุ่มหลอก” นั่นแหละที่เป็นฝ่ายควบคุมเรา

หรือเรื่อง Incentive Super-Response Tendency การตอบสนองแบบสุดโต่งต่อสิ่งจูงใจ

ในประเทศจีนช่วงศตวรรษที่ 19 ตอนนั้นมีการประกาศว่าจะมอบเงินรางวัลสำหรับกระดูกไดโนเสาร์ทุกชิ้น ปรากฏว่าชาวนาที่ขุดพบกระดูกไดโนเสาร์ 2-3 ชิ้นในที่ดินของตัวเองทุบกระดูกเหล่านั้นจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำไปแลกเงินรางวัล

ถ้าตอนนั้นทางการจีนเปลี่ยนการให้รางวัลใหม่เป็น กระดูกยิ่งดีสมบูรณ์ยิ่งได้เงินรางวัลมากขึ้น ก็คงจะดี

หรือในยุคกรุงโรมสมัยโบราณ เวลามีพิธีเปิดสะพานใหม่ให้ใช้งาน เหล่าวิศวกรจะถูกสั่งให้ไปยืนอยู่ใต้สะพานที่ตัวเองออกแบบ เพราะแบบนั้นพวกเขาถึงตั้งใจสร้างสะพานอย่างเต็มที่

หรือ Linking Bias อคติจากความถูกใจ

พนักงานขายที่เก่งจะใช้เทคนิค “กระจกเงา” เป็นเทคนิคพื้นฐานในการขาย พนักงานขายจะพยายามเลียนแบบสีหน้า ท่าทาง และวิธีพูดของลูกค้า ถ้าลูกค้าพูดด้วยเสียงเบา พูดจาเนิบๆ และชอบเกาหน้าผากบ่อยๆ พนักงานขายก็จะลดเสียงให้เบาลง พูดให้ช้าลง และเกาหน้าผากเป็นระยะ เพราะลูกค้าจะรู้สึกพอใจ ส่งผลให้ปิดการขายได้เร็วขึ้น

และ Self-Serving Bias ทำไมคนเราถึงไม่เคยโทษตัวเอง

เพราะคนเราโดยธรรมชาติแล้วคิดว่าตัวเองมักถูกกว่าคนอื่นอยู่เสมอ มีน้อยคนมากที่สามารถมองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองจนสามารถปรับปรุงแก้ไขให้ตัวเองดีขึ้นได้จนเหนือกว่าคนอื่น

เช่น ผู้เขียนพบว่าในอพาร์ทเมนต์ที่ตัวเองอาศัยอยู่ มีนักศึกษาห้าคนเช่าห้องอยู่ด้วยกัน ในบางครั้งที่เค้าเจอเด็กกลุ่มนี้ในลิฟต์ เค้าจึงลองถามทีละคนว่าแต่ละคนเอาถุงขยะในห้องมาทิ้งบ่อยแค่ไหน นักศึกษาคนแรกบอกว่าเป็นคนเอามาทิ้งครั้งเว้นครั้ง คนที่สองบอกว่าเป็นคนทิ้งทุกๆ 3 ครั้ง ส่วนคนที่สามบอกว่าเป็นคนเอาขยะมาทิ้งเกือบทุกครั้ง ประมาณ 90% เห็นจะได้ แต่พอนำคำตอบของทุกคนมารวมกัน ผลลัพธ์ก็ควรจะออกมาเป็น 100% แต่คำตอบของเด็กหนุ่มกลุ่มนี้กลับรวมกันได้ถึง 320% ไม่สามารถเป็นไปได้!

เห็นมั้ยว่าเราประเมินตัวเราเองสูงเกินไป เราเข้าข้างตัวเองมากเกินไป ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าคุณจะเป็นแบบนี้ เพราะมันเป็น “เรื่องปกติ” ของคนเรา

นั่นแหละครับ เราใช้ความคิด มากกว่าใช้ ความจริง การตัดสินใจส่วนใหญ่กว่า 90% ของเรามักไม่เป็นตามเหตุและผล หรือเป็นอย่างที่ควรเป็นเท่าไหร่นัก

สุดท้ายนี้เหมือนประโยคดีๆประโยคนึงที่ผมเคยเจอมาและคิดว่าตรงกับหนังสือเล่มนี้ที่สุดเหมือนกัน คือ “ปัญหาคือความจริง ความทุกข์คือความคิด” ขอให้ทุกคนรู้เท่าทันความจริงกันมากขึ้นอีกนิด แล้วชีวิตจะตัดสินใจได้ดีขึ้นอีกเยอะ

Rolf Dobelli เขียน
อรพิน ผลพนิชรัศมี แปล
สำนักพิมพ์ WeLearn

อ่านแล้วเล่า เล่มที่ 7 ของปี 2018
20180119