ในแสงแดดมีดวงดาว ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ 24

มีคนเปรยว่า “ความฝัน” เป็นเหมือน “ดาวเหนือ” ของนักเดินทาง

และถ้าเปรียบ “ดวงดาว” บนท้องฟ้าเป็นดั่ง “ความฝัน” ของเรา ยามค่ำคืนที่อากาศเย็นและสงบ เราจะเห็น “ความฝัน” ของเราชัดเจนบนท้องฟ้า แต่พอกลางวันที่แดดร้อนที่เรามองไม่เห็นดวงดาว เรากลับลืมไปว่าบนฟ้าเดียวกันนั้นยังมีดวงดาวที่เป็นดั่งความฝันเราอยู่ที่เดิมเสมอ เพียงแค่เรามองไม่เห็นชั่วคราว ใช่ว่าจะไม่มีอีกแล้วตลอดไป

เหมือนกับเวลาที่เราเจออุปสรรคเข้ามาในชีวิต เรามักลืมความฝันของเราไปเสมือนว่าไม่มีทางเป็นจริง แต่พอปัญหาหายไปทุกอย่างราบรื่น ความฝันนั้นก็กลับเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง

คุณปรีชา เจ้าของแบรนด์แฟชั่น FLYNOW และเจ้าของ FN OUTLET ที่โด่งดังบอกว่า คนส่วนใหญ่มักเป็น “นักคิด” “นักฝัน” ไม่ใช่ “นักปฏิบัติ”

การคิดฝันนั้นสบายไม่ต้องลงแรง ถึงจะคิดถูก แต่ถ้าขาดความอดทน “ทำไม่ถึง” ก็ไม่สำเร็จ พอทำไม่สำเร็จ ก็มักสรุปว่า “คิดผิด” ทั้งที่เหตุผลที่ไม่สำเร็จไม่ใช่เรื่อง “แนวคิด” แต่เป็นเรื่อง “ทำไม่ถึง” ต่างหาก

ครั้งนึงตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง คุณปรีชา คนนี้เป็นหนี้กว่า 2,000 ล้าน จากแบรนด์ FLYNOW ที่เคยไปโชว์ในงาน London Fashion Week กลับเป็นสินค้ากองสต๊อกอยู่เต็มโกดัง

“เสื้อผ้า” อยู่ใน “โกดัง” เป็น “สต๊อก” แต่ถ้าอยู่ “หน้าร้าน” จะกลายเป็น “สินค้า”

FLYNOW เลยปรับโกดังสินค้าให้กลายเป็นหน้าร้านเพื่อเปลี่ยน “สต๊อก” ให้กลายเป็น “สินค้า” พร้อมขาย เลยกลายเป็นที่มาของ FN OUTLET ตามเส้นที่เราไปหัวหินและเขาใหญ่ จากตั้งเป้าเล่นๆขายให้ได้แค่วันละหมื่น พอค่าน้ำค่าไฟ ค่าเงินเดือนลูกน้อง กลายเป็นยอดขายไปถึงวันละล้าน

แค่เปลี่ยนมุมคิด ก็พลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสได้ครับ

หรือ ซิโก้ อดีตศูนย์หน้าทีมชาติไทยที่ใครๆก็รู้จัก ใครจะรู้ว่าตอนคัดตัวเยาวชนทีมชาติซิโก้เลือกลงคัดตัวในตำแหน่งกองกลาง ไม่ใช่กองหน้า

ไม่ใช่ว่าซิโก้ไม่อยากเล่นกองหน้า แต่ซิโก้รู้ว่ากองหน้านั้นมีโอกาสได้ครองบอลน้อย พอได้ครองบอลน้อยโอกาสแสดงฝีมือจริงก็น้อยตามไปด้วย ซิโก้เลยเลือกลงคัดตัวในตำแหน่งกองกลาง ที่มีโอกาสได้ครองบอลแสดงฝีมือมากกว่าตำแหน่งไหนๆ

ผลคือซิโก้คัดตัวผ่านเข้ารอบลึกไปเรื่อยๆ จนฝีมือไปเข้าตาโค้ชผู้คัดตัวจนได้โอกาสให้ลองลงศูนย์หน้า

ถ้าไม่เริ่มจากกองกลางในวันคัดตัว ซิโก้อาจไม่เป็นซิโก้ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ครับ

แต๋ม ศุภจี พลิกธุรกิจดาวเทียมไทยคม จากขาดทุนติดต่อมาหลายปี ให้กลายเป็นมีกำไร 16 ล้านภายใน 3 เดือนหลังจากเธอเข้ามารับตำแหน่ง

ด้วยกลยุทธ์ที่จับลูกค้าญี่ปุ่นให้ได้ก่อน เพราะญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพของสินค้ามากๆ ถ้าไม่ดีจริงไม่ใช้ พอไทยคมจับญี่ปุ่นเป็นลูกค้าได้ ชาติอื่นๆก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีญี่ปุ่นเป็นตัวการันตีเรื่องคุณภาพแล้ว

พี่จิก ผู้บริหารใหญ่ Workpoint พูดถึงเรื่องหมอดูซินแสกับที่ดินแปลงใหญ่ที่ปัจจุบันเป็นสตูดิโอของ Workpoint ว่า ตอนนั้นชอบที่ดินนี้ ทั้งใหญ่และใกล้บ้านตัวเองกับพี่ตา ปัญญา ก็เลยหาหมอดูฮวงจุ้ยมาช่วยดูว่าเหมาะมั้ย

พอหมอดูบอกว่าที่ดินนี้ไม่ดี พี่จิกก็บอกว่าหมอดูคนนี้ไม่เก่ง เปลี่ยนหมอดูไปเรื่อยๆ จนเจอหมอดูที่บอกว่าที่ดินแปลงนี้ดี พี่จิกจึงเริ่มสร้างสตูดิโอที่อลังการจนช้างเดินเข้าได้อย่างทุกวันนี้

ดังนั้นเวลาใครถามพี่จิกว่าดูหมอดูก่อนสร้างสตูมั้ย พี่จิกก็ตอบว่าดูได้เต็มปาก แต่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่า “หมอดู” หรือ “ดูหมอ” ที่เข้ามาดูให้กันแน่นะ แบบนี้ก็มีด้วย

ธนินท์ เจ้าสัวใหญ่ CP เคยดุลูกสาวที่ไม่สามารถลาจากงานบริษัทมาช่วยงานที่บ้านได้ว่า “ถ้าหยุดงานมาไม่ได้ก็ปิดบริษัทซะ”

ฟังเผินๆอาจดูเหมือนพูดประชดด้วยอารมณ์ แต่ถ้าฟังให้ลึกจะพบว่านี่คือการสอนของการเป็น “ผู้บริหารที่ดี”

ผู้บริหารที่ดีต้องสามารถให้ลูกน้องทำงานแทนได้ ไม่ใช่ทุกอย่างต้องมารอตัวเองตัดสินใจคนเดียว แบบนี้ไม่ใช่ผู้บริหารที่ดี แต่เป็นพนักงานที่ดี

ฟังแบบนี้แล้วคิดถึงผู้บริหารหลายคนที่แม้แต่ป่วยก็หยุดไม่ได้ เพราะไม่งั้นงานจะไม่เดิน ถ้าคุณเป็นผู้บริหารแล้วได้อ่านถึงตรงนี้ อาจกำลังถามตัวเองว่า “เราเป็นผู้บริหารที่ดีแล้วหรือยังนะ”

โรงงานสบู่กับวิธีแก้ปัญหาเดียวกัน แต่กลับมีต้นทุนต่างกันหลายร้อยเท่า

ในสมัยก่อน โรงงานสบู่ในญี่ปุ่นพบกับปัญหาเมื่อลูกค้าซื้อไปแล้วพบว่า “ไม่มีสบู่ในกล่อง” เพราะสมัยนั้นเครื่องจักรที่ใช้บรรจุสบู่ยังไม่ดีพอที่จะไม่ผิดพลาดเหมือนวันนี้

ทำให้บางกล่องที่แพคไปนั้นไม่มีสบู่อยู่ในกล่อง ผลคือลูกค้าโวยวายมามากมาย

โรงงานหนึ่ง วิศวกรแก้ปัญหาด้วยการติดตั้งเครื่องเอ็กซ์เรย์ เพื่อตรวจสอบว่ากล่องไหนที่ข้างในไม่มีสบู่ พอรู้แล้วก็หยิบเอากล่องที่ไม่มีสบู่นั้นออกมา ผลลัพธ์คือไม่มีกล่องที่ไม่มีสบู่ไปถึงลูกค้าอีกแม้แต่คนเดียว

แต่ค่าเครื่องเอ็กซ์เรย์แก้ปัญหานี้ก็มีมูลค่าหลายล้านเยนในตอนนั้น

แต่กับอีกโรงงานนึงใกล้ๆกัน คนงาน เลือกใช้พัดลมตัวใหญ่ราคาไม่กี่พันเยน เพื่อพัดเอากล่องเปล่าให้ปลิวออกไปจากสายพาน ผลลัพธ์เหมือนกันไม่มีกล่องเปล่าหลุดไปถึงลูกค้าอีก แต่ต้นทุนในการแก้ปัญหาถูกกว่ากันเป็นร้อยเท่า

คนนึงมองหากล่องที่ไม่มีสบู่ อีกคนมองหากล่องเปล่า เป้าหมายเดียวกันแต่คนละวิธี

เหมือนที่นักธุรกิจทุกคนมี “เป้าหมาย” คือ “ความสำเร็จ” เหมือนกัน แต่ “เส้นทาง” สู่ความสำเร็จนั้นไม่เหมือนกัน

เหมือนหญิงสาวมหาลัยหน้าตาธรรมดาคนนึงอยากเป็นดาวคณะ เธอจึงมีเส้นทางที่ไม่เหมือนใครเพื่อให้ตัวเองไปสู่เป้าหมายของการเป็น “ดาวคณะ”

ในวันประกวด ตอนที่สาวมหาลัยหน้าตาดีคนอื่นขึ้นเวที ก็เต็มไปด้วยเสียงเชียร์และเสียงชมเป็นปกติ แต่พอถึงคราวเธอ สาวคนที่หน้าตาธรรมดาคนนี้ขึ้นเวที เธอพูดบนเวลาเพื่อเรียกเสียงโหวตจากเพื่อนๆว่า “สาวๆทั้งหลายคะ ลองคิดถึงอนาคตในอีกสิบปีข้างหน้าดูซิคะ ตอนคุณมีสามีและลูก คุณสามารถพูดได้เต็มปากอย่างภาคภูมิใจว่า สมัยแม่เป็นนักศึกษา แม่สวยกว่าดาวคณะตั้งเยอะ”

หญิงสาวทุกคนคิด และโหวตให้เธอได้เป็นดาวคณะในทันที นี่คือเรื่องราวของดาวคณะที่ใครๆก็สวยกว่า

UFM บริษัทขายแป้งสาลีสำหรับทำขนมปังในสมัยก่อน ใช้วิธีสร้างแม่ค้าเพื่อสร้างยอดขายให้ตัวเอง

ผมเคยเห็นร้าน UFM เป็นร้านเบเกอรี่ดูแก่แก่แถวออฟฟิศเก่าสีลม กับแถวสยามแบบผ่านๆ ไม่เคยเดินเข้าไปซื้อกินเลยซักที พอได้อ่านเล่มนี้ก็เลยรู้ว่าในช่วงแรกที่ทำธุรกิจนั้น สมัยนั้นคนไทยยังไม่คุ้นกับการกินขนมปังเป็นอาหารอย่างทุกวันนี้

ทาง UTF ก็เลยใช้วิธีสร้างกลุ่มแม่ค้าที่จะกลายเป็นลูกค้าหลัก ที่ซื้อแป้งสาลีของตัวเองออกไปทำขายให้กับลูกค้าคนใกล้ชิดตัวเองอีกที ด้วยการเปิดโรงเรียนสอนทำเบเกอรี่ในราคาแสนถูก

พอมีกลุ่มคนที่สนใจมาเรียนเพราะอยากทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก สุดท้ายก็ต้องมาซื้อวัสดุและวัตถุดิบจากตัวเองอยู่ดี

นี่ซินะที่เค้าบอกว่าอย่าให้ปลา แต่จงสอนให้จับปลา แต่นี่ปรับใหม่เป็นไม่ขายขนมปัง แต่สร้างคนที่จะมาซื้อไปทำขนมปังขายให้ตัวเองอีกที

เรื่องสุดท้าย อ้น แบงก์ จ้อย สามหนุ่มเจ้าของแบรนด์ “ปังเว้ยเฮ้ย” ขนมปังชิ้นใหญ่ใส้เยอะชื่อดัง เกือบจะไม่ดังถ้าไม่ได้ “สาวเชียร์ปัง” มาช่วย

สาวเชียร์ปัง ที่ผมพูดถึงก็คือ สาวเชียร์ขนมปัง เหมือนๆกับสาวเชียร์เบียร์แหละครับ เรื่องมันเริ่มจากที่ อ้น แบงก์ จ้อย สามหนุ่มกำยำเกิดอยากทำร้านขนมปังชิ้นใหญ่ใส้เยอะขึ้นมา พอเปิดร้านช่วงแรกก็ยังไม่มีลูกค้าซึ่งเป็นเรื่องปกติของร้านใหม่ ก็ต้องเอาของไปแจกให้ผู้คนได้ลองกิน เพราะมั่นใจว่าของดีจนต้องกลับมาซื้อแน่ๆ

แต่ปรากฏว่าในช่วงที่สามหนุ่มออกไปตระเวนแจกขนมปังให้ลองกินนั้น แจกทั้งวันยังแจกไม่หมด เพราะไม่มีใครเชื่อว่าสามหนุ่มกำยำกับขนมปังจะไปด้วยกันได้ ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้ารับ โดยเฉพาะสาวๆยิ่งไมกล้ารับมากิน เพราะกลัวว่าจะโดนวางยาในขนมปังด้วยซ้ำ

แจกยันค่ำก็ยังไม่หมด ยังไม่ต้องพูดถึงยอดขายเลยตอนนั้น

ด้วยความบังเอิญร้านแรกเปิดเส้นเกษตร-นวมินทร์ เห็นสาวเชียร์เบียร์เลยปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า ในเมื่อ “เบียร์” ยังมี “สาวเชียร์” ได้ แล้วทำไมขนมปังจะมี “สาวเชียร์” บ้างไม่ได้

สาวเชียร์(ขนม)ปัง ของปังเว้ยเฮ้ยก็มีในวันถัดไป ปรากฏว่าจากที่สามหนุ่มเคยเดินแจกทั้งวันไม่หมด พอได้สาวๆมาแจกกลับหมดภายในไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ที่สำคัญยังมีหนุ่มๆติดใจในรสชาติและความสวยของสาว เดินตามมาซื้อถึงร้านเป็นว่าเล่น เพราะชิ้นใหญ่ ใส้เยอะ แถมราคาถูกมากๆ

วันนี้ ปังเว้ยเฮ้ย ไม่ต้องพึ่งสาวเชียร์แบบช่วงแรกอีกแล้ว เพราะลูกค้าบอกกันปากต่อปากและติดใจในรสชาติเรียบร้อย

แต่ผมแอบเสียดายจัง ที่ไม่ได้เห็นสาวเชียร์ปังในวันนั้นเลย

ทั้งหมดนี้บอกให้รู้ว่า สิ่งที่เรา “รัก” นั้นต้องถูกขัดเกลาด้วย “อุปสรรค” บางครั้งเราอาจสูญเสียสิ่งที่เราสร้างมา แต่คำถามคือ เราจะยอมแพ้หรือว่าลุกขึ้นใหม่อีกครั้ง หากว่าเรายังยืนหยัดที่จะทำในสิ่งนั้นต่อไป ย่อมแสดงว่าเรารักสิ่งนั้นจริงๆ

“อุปสรรค” จึงเป็นเหมือน “ข้อสอบ” เพื่อทดสอบ “ความรัก” เท่านั้นเอง

อ่านแล้วเล่า เล่มที่ 73 ของปี 2018

ในแสงแดดมีดวงดาว
ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจเล่มที่ 24
หนุ่มเมืองจันท์เขียน
สำนักพิมพ์มติชน

20180531