จะเล่าให้คุณฟัง ฆอร์เฆ่ บูกาย

สรุปหนังสือ จะเล่าให้คุณฟัง ของ ฆอร์เฆ่ บูกาย เล่มนี้ผมได้มาจากหลักสูตร DNA ตั้งแต่วันแรกที่ไปเรียน ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมประทับใจมากที่สุดนับตั้งแต่เคยได้หนังสือมา นั่นก็เพราะพี่หนุ่ม เจ้าของร้าน Passport Bookshop เป็นคนเลือกให้ผมแบบ Personalization ด้วยตัวแกเองเลยครับ

บอกตรงๆ หนังสือเล่มนี้ผมคงไม่มีทางซื้อด้วยตัวเอง เพราะส่วนตัวผมคิดเองเออเองเสมอว่าตัวเองน่าจะไม่อินกับหนังสือแนววรรณกรรม หรือเรื่องแต่งขึ้นมา และแม้จะได้ฟรีมาก็คงไม่คิดจะอ่านเช่นกัน แต่ด้วยหนังสือเล่มนี้ถูกเลือกมาแบบ Personalized ให้กับผมอย่างตั้งใจ ดังนั้นผมจึงรู้สึกตื่นเต้นที่ได้อ่านเพราะอยากรู้เหมือนกันว่านี่คือหนังสือแบบไหนกันนะที่พี่หนุ่มเลือกมาให้ผม

และเมื่ออ่านดูถึงได้พบว่านี่เป็นหนังสือที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆ (อยากจะพิมพ์ซ้ำสักล้านตัวแต่ก็กลัวว่าเซิฟเวอร์จะล่ม) เพราะหนังสือนี้ให้ทั้งแง่คิดและปัญญาไปพร้อมกัน แถมยังให้วัตถุดิบสำคัญสำหรับคนที่ทำงานด้านการตลาดอย่างผมเต็มไปหมดเลยครับ

เชื่อมั้ยครับว่าเรื่องเล่าหลายเรื่องที่ผมเคยอ่านเจอจากหนังสือเล่มอื่น ล้วนหาอ่านได้แบบรวมเล่มจากหนังสือจะเล่าให้คุณฟังเล่มนี้ทั้งนั้น และหลายเรื่องก็ถูกเอาไปดัดแปลงอีกนิด เติมนั่นอีกหน่อย แต่เมื่ออ่านดูแล้วคุณจะรู้ว่าแก่นและแกนของเรื่องราวที่เคยได้อ่านเจอหรือได้ยินมาก่อนหน้าล้วนแต่มาจากหนังสือเล่มนี้ทั้งนั้นครับ

ตัวอย่างเรื่องเล่าที่ผมชอบมากในเล่มนี้ก็อย่างเช่น เต้านมหรือน้ำนม ที่ให้แง่คิดเราว่าตกลงอะไรกันแน่ที่เราต้องการ ถ้าถอดเปลือกนอกเหล่านั้นออกไป หรือคุณค่าที่แท้จริงของแหวน ที่ให้แง่คิดเราว่า การจะตีค่าสิ่งใด เราต้องเข้าใจคุณค่าของสิ่งนั้นก่อน หรือ กบตัวน้อยในถังครีม ก็ให้แง่คิดว่าถ้าเราพยายามอย่างไม่ลดละ อย่างแย่ก็ยืดเวลาตาย หรืออย่างดีก็ได้ชัยชนะ หรือ ชายผู้คิดว่าตนตายแล้ว ที่ให้แง่คิดกับผมว่าถ้าเรามัวแต่คิดว่าชีวิตชิบหายแล้ว สุดท้ายเราก็จะชิบหายอย่างที่คิดจริงๆ หรือ เรื่องคนเฝ้าประตูซ่อง ที่ให้ทั้งแง่คิดและตรงกับชีวิตจริงทุกวันนี้กับผมว่า หลายครั้งในชีวิตเรามักจะโชคดีจากโชคร้าย หรือนิทานเรื่อง เล็กไปสองเบอร์ ที่ให้แง่คิดกับผมว่า เราอาจสร้างความทุกข์แบบไม่จำเป็นให้กับตัวเองขึ้นมาเพื่อให้เราได้รู้สึกว่ามีความสุข และเรื่องคนตัดฝืนหัวแข็ง ที่ชอบมากๆ อีกเรื่องเพราะให้แง่คิดกับผมว่า อย่ามัวก้มหน้าก้มตาทำงานจนลืมเพิ่มเติมความรู้และเติมพลังให้ตัวเอง และยังมีเรื่องแม่ไก่กับลูกเป็ด ที่ทำให้ได้แง่คิดว่าคนเราล้วนแตกต่างกัน อย่าตัดสินคนอื่นด้วยมุมมองของเราคนเดียว

ส่วนเรื่องหม้อตั้งครรภ์ก็สนุก เรื่องวงกลมเก้าสิบเก้าก็ดีอย่างไม่น่าเชื่อ และเรื่องสุดท้ายที่ชอบก็คือไดโอจินิส ที่ทำให้เข้าใจมุมมองของคำว่ารวยและจนอย่างกระจ่างอีกครั้ง

จริงๆ ถ้าจะให้สรุปหนังสือก็คงได้แค่ประมาณนี้แหละครับ เพราะไม่รู้ว่าจะสรุปอย่างไรให้ออกมากระชับและดีได้เหมือนทุกครั้ง เพราะผมว่าเนื้อหาในเล่มนี้เต็มไปด้วยเรื่องสั้นที่อ่านกระชับและมันก็ดีมากจนไม่สามารถกระชับได้อีกแล้ว

ดังนั้นผมจะขอหยิบสักสองเรื่องในเล่มมาเล่าซึ่งเป็นสองเรื่องที่ผมชอบมาก เรื่องแรกคือเรื่องคนเฝ้าประตูซ่อง ที่รู้สึกว่าตรงกับชีวิตจริงผมเหลือกัน ส่วนอีกเรื่องคือ คนตัดฟืนหัวแข็ง ที่สะท้อนสภาพการใช้ชีวิตและการทำงานของคนทุกวันนี้อย่างมากครับ

ผมเริ่มที่เรื่อง “คนเฝ้าประตูซ่อง”

เรื่องราวโดยย่อมีอยู่ว่า ชายคนหนึ่งที่ทำงานเป็นคนเฝ้าประตูซ่องมานานสืบทอดมาตั้งแต่รุ่นพ่อ แต่อยู่ดีๆ วันหนึ่งเขาก็ถูกปลดออกจากงานเพราะไม่สามารถอ่านเขียนหนังสือได้ ทางเจ้าของซ่องต้องการให้คนเฝ้าประตูซ่องจดชื่อแขกที่เข้าออกทุกคนว่าใครเป็นลูกค้าประจำ และลูกค้าประจำคนไหนหายไปบ้าง

แต่ด้วยความที่ชายหนุ่มคนนี้ทำงานเป็นคนเฝ้าประตูซ่องมาตั้งแต่ยังเด็กเลยไม่มีโอกาสได้ไปเรียนรู้หนังสือที่ไหน เขาเลยไม่สามารถอ่านและเขียนชื่อแขกใดๆ ได้ จนต้องตกงานในที่สุด

แต่ด้วยความพยายามของเราทำให้เขาค่อยๆ กลายเป็นพ่อค้ารายย่อย จนนานวันเข้าเวลาผ่านไปเขากลายเป็นพ่อค้ารายใหญ่ และจนสุดท้ายได้กลายเป็นคนสำคัญของเมืองที่สร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้คนมากมาย

พอถึงวันที่ทางผู้ว่าเมืองจะทำพิธีมอบกุญแจให้ เขาต้องเซ็นชื่อตัวเองเพื่อรับเอกสารนั้น แต่ปรากฏว่าเขาไม่สามารถเขียนชื่อตัวเองได้ และนั่นก็ทำให้ผู้ว่าเมืองนั้นตกใจอย่างมากจนต้องเอ่ยถามว่า “นี่ขนาดคุณอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ยังมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จมหาศาลขนาดนี้ แล้วถ้าคุณอ่านออกเขียนได้จะไปได้ไกลขนาดไหน?”

ชายคนนั้นก้มหน้าแล้วอมยิ้มเล็กๆ ก่อนจะตอบว่า “ก็คงเป็นได้แค่คนเฝ้าประตูซ่องครับ”

นิทานเรื่องนี้เหมือนกับชีวิตผมตรงที่หลายครั้งในชีวิตผมเจอโชคร้ายหรือถูกปฏิเสธจากโอกาสที่คิดว่าดีมากมาย แต่สุดท้ายแล้วผมก็กลับไปได้ไกลกว่าที่เคยคิดไว้ทุกครั้ง

ดังนั้นถ้าใครที่กำลังรู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายในตอนนี้ วันหนึ่งที่คุณผ่านมันไปได้และได้เจอโอกาสที่ดีกว่า คุณจะกลับมาขอบคุณความโชคร้ายในวันนั้นครับ

ส่วนเรื่องที่สอง คนตัดฟืนหัวแข็ง

เรื่องมีอยู่ว่าชายคนหนึ่งสมัครเข้ามาเป็นคนตัดฟืน และวันแรกเขาก็สามารถตัดฟืนได้เยอะมากจนกลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน แต่นานวันเค้าเขาก็ค่อยๆ ตัดได้น้อยลงแต่ก็ยังตัดได้เยอะกว่าเพื่อนร่วมงานทุกคนอยู่

และนานวันเข้ากว่านั้นอีกเขาก็ยิ่งตัดได้น้อยลงไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่น้อยกว่าเพื่อนร่วมงานตัดได้ด้วยซ้ำ จากตัวท็อปกลายเป็นตัวบ๊วย เขาก็เกิดท้อใจจนไม่อยากทำงานขึ้นมา เพราะเขาไม่เข้าใจว่าในเมื่อต้นไม้เหมือนเดิม ขวานเล่มเดิม แรงก็มีเท่าเดิม แต่ทำไมถึงตัดได้น้อยลงเรื่อยๆ ทั้งที่ออกแรงไม่น้อยกว่าเดิม แถมยังลงทุนตัดฟืนนานกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ

เมื่อหัวหน้างานรู้เข้าก็เลยเดินเข้ามาถามว่า “นายลับขวานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?”

นั่นแหละครับทักษะการทำงานในวันนี้ ถ้าเรามัวแต่ใช้ความรู้ความสามารถเดิมหากินไปเรื่อยๆ มันก็จะค่อยๆ ทื่อไปตามกาลเวลาเหมือนกับขวา ยิ่งในวันที่โลกหมุนด้วยความเร็วแบบ 5G ส่งผลให้ความรู้เดิมที่มีนั้นหมดอายุไวมาก ดังนั้นคนทำงานในวันนี้ต้องหมั่นอัพเดทความรู้ให้ใหม่พร้อมใช้อยู่เสมอ ก็เหมือนกับคนตัดฟืนที่ต้องคอยลับขวานให้คมทุกวันไป

จริงๆ ยังมีอีกหลายเรื่องในเล่มที่ผมชอบมาก แต่เอาไว้ให้คุณได้หามาอ่านเองแล้วกัน บอกได้คำเดียวว่าอ่านแล้วจะไม่ผิดหวัง และผมยิ่งแนะนำให้กับคนที่อายุ 30 ขึ้นไปได้อ่าน เพราะจะทำให้คุณได้ทบทวนชีวิตที่ผ่านมาก่อนจะก้าวเดินต่อไปอีก 10 ปีข้างหน้าอีกครั้งครับ

สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณพี่หนุ่ม เจ้าของร้านหนังสือ Passport Bookshop และหลักสูตร DNA by SPU รุ่นที่ 5 ด้วยครับ ที่ตั้งใจคัดและเลือกหนังสือเล่มนี้มาให้ผมแบบ Personalized จริงๆ

อ่านแล้วเล่า สรุปหนังสือ จะเล่าให้คุณฟัง ฆอร์เฆ่ บูกาย DNA by SPU รุ่นที่ 5

อ่านแล้วเล่า เล่มที่ 5 ของปี 2020

สรุปหนังสือ จะเล่าให้คุณฟัง
เรื่องเล่าชี้ทางชีวิต
ฆอร์เฆ่ บูกาย เขียน
เพ็ญพิสาข์ ศรีวรนาถ แปล
สำนักพิมพ์ผีเสื้อ

20200118

อ่านสรุปหนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อต่อ > https://www.summaread.net/category/%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad/

สนใจสั่งซื้อได้ที่ > http://bit.ly/2GIQRaM