สรุปอย่างสั้น เมื่อเทคโนโลยีอย่างหุ่นยนต์ ไม่ว่าจะในรูปแบบที่มีตัวตนจริงๆที่จับต้องได้ หรืออาจจะเป็นแค่ระบบที่จับต้องไม่ได้อย่าง AI ก็ตาม กำลังจะเข้ามาปฏิวัติชีวิตเราทุกคนบนโลกที่เกี่ยวข้องกับระบบ “ตลาด” อย่างไม่อาจจะต้านทานได้ การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีหุ่นยนต์ครั้งนี้จะรุ่นแรงยิ่งกว่าเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างคอมพิวเตอร์ หรือเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไปอย่างเทียบกันไม่ได้

ลองคิดดูซิว่าตอนที่คอมพิวเตอร์เริ่มกลายเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำนักงาน ก็ทำเอาผู้ใหญ่หลายคนในตอนนั้นต้องปรับตัวเรียนรู้ใหม่มากขนาดไหนกว่าจะลงตัว

หรืออย่างตอนที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกหย่อมหญ้าด้วยพลังของสมาร์ทโฟนราคาถูก ที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลบนออนไลน์นั้นเป็นเรื่องง่ายที่คนรุ่นปู่ย่าก็ทำได้ จนขาดไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ

การปฏิวัติหุ่นยนต์นี้ถ้าจะเรียกว่าการปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่เป็นเรื่องของ Big Data, Machine Learning และ AI หรือที่เรียกรวมๆได้ว่า “ระบบอัตโนมัติ” ก็ได้ครับ

แล้วเจ้าระบบอัตโนมัตินี่แหละที่จากที่เคยเอามาทดแทนแรงงานแบบทำซ้ำได้ เช่น การผลิตรถยนต์ทุกวันนี้แทบจะไม่ต้องใช้คนงานเท่าสมัยก่อนอย่างเทียบไม่ได้ เพราะสามารถใช้หุ่นยนต์ในการทำงานซ้ำๆที่แน่นอนเหล่านั้นได้รวดเร็วและแทบไม่มีความผิดพลาดเลย แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไปไกลกว่านั้น เพราะเทคโนโลยีจะไม่ได้เข้ามาแย่งงานที่ต้องทำอะไรซ้ำๆแบบเดิมๆไปเหมือนเมื่อวันวาน แต่ยังสามารถเข้ามาแย่งงานที่ “คาดเดา” ได้ออกไปจนหมดได้ด้วย

งานที่คาดเดาได้เอาให้นิยามง่ายๆก็คืองานของชนชั้นที่เรียกว่า White Collar หรือชนชั้นกลางส่วนใหญ่นั่นเองครับ นั่นหมายความว่าอนาคตเทคโนโลยีจะทำให้งานจริงๆเหลือน้อยลง จนอาจจะไม่เหลืออะไรให้เราทำอีกเลยก็ได้ครับ

เช่น อย่างแพทย์ที่ต้องคอยอ่านภาพ X-ray เพื่อวินิจฉัยโรคต่างๆ จากเดิมที่ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์หลายสิบปีทำ แต่วันนี้ AI สามารถเข้ามาช่วยในการอ่านภาพที่ว่าแทนหมอได้แล้ว แถมที่สำคัญยังสามารถวินิจฉัยได้แม่นยำกว่าหมอจริงๆทำได้อีกด้วย

ขนาดหมอยังโดน AI แย่งงาน แล้วคนธรรมดาจะไปเหลืออะไรล่ะครับ

หรืองานอย่างการบริการลูกค้าที่เรียกว่า Customer Service โดยเฉพาะ Call Center เองจากเดิมที่ถูกโอนย้ายงานไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า เช่น พนักงาน Call Center ของบริษัทในอเมริกาส่วนใหญ่คือคนอินเดียครับ เพราะต้นทุนในการให้คนอินเดียรับโทรศัพท์ตอบคำถามลูกค้าที่อยู่อเมริกานั้นถูกกว่ากันมาก

แต่ในขณะเดียวกัน วันนี้งานเหล่านี้กำลังจะถูกโอนย้ายกลับประเทศอเมริกาแล้ว แต่ไม่ได้เอามาให้คนอเมริกาทำนะครับ แต่ให้ AI ทำ เพราะวันนี้ AI สามารถฟังและพูดโต้ตอบได้ดีไม่แพ้คนจริงๆ ที่สำคัญคือสามารถตอบได้ทีเป็นพันๆสายโดยไม่ต้องหยุดพัก แถมไม่มีเหวี่ยงใส่ลูกค้าในวันที่อารมณ์ไม่ดีแบบคนจริงๆด้วย

ว่าจะสรุปสั้นๆก่อนเข้าเรื่อง ไหงกลายเป็นยาวได้ก็ไม่รู้ งั้นขอสรุปต่อแบบยาวเลยแล้วกันนะครับ

เริ่มด้วยบทที่หนึ่ง “ลูกคลื่นอัตโนมัติ”

ผลกระทบของเทคโนโลยีอัตโนมัติทุกวันนี้ แม้เราจะเห็นว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น ไม่ว่าจะ GDP หรือผลกำไรของบริษัทก็ตาม แต่รู้มั้ยครับว่าตัวเลขที่กำไรเพิ่มขึ้นเหล่านั้นแท้จริงแล้วไม่ได้มีอัตราการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นตามไปเลย หรือแม้แต่เงินเดือนพนักงานส่วนใหญ่เองก็แทบไม่ได้ขยับขึ้นมานานแล้วด้วยซ้ำ

เพราะทุกครั้งหลักจากประสบวิกฤติทางเศรษฐกิจ บริษัทต่างๆต้องหาทางปรับตัวให้อยู่รอดได้ ทางแรกคือการลดต้นทุน และการลดต้นทุนที่ง่ายที่สุดก็คือการเลิกจ้างพนักงาน จากนั้นก็หาเทคโนโลยีใหม่ๆมาเพิ่งประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม จนกลายเป็นว่าบริษัทส่วนใหญ่สามารถหาทางเพิ่มประสิทธิภาพโดยลดพนักงานไปได้พร้อมกัน

ฉะนั้นต่อไปนี้อย่าเชื่อแค่ตัวเลขผลประกอบการหรือกำไร แต่ให้ดูว่าบริษัทนั้นขึ้นเงินเดือนพนักงานบ้างมั้ย หรือแม้แต่มีการจ้างงานเพิ่มบ้างมั้ยดีกว่าครับ

เพราะที่สุดแล้วกำไรส่วนใหญ่ก็จะตกอยู่ในมือคนไม่กี่คน ยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนยิ่งกว้างมากขึ้นเรื่อยๆครับ

เพราะเทคโนโลยีอย่าง Robot หรือ AI เองนั้นถูกออกแบบมาให้ชดเชยแรงงานที่ทำงานแบบ “รูทีน” โดยคำว่า “รูทีน” แบบเดิมนั้นอาจจะหมายถึงพนักงานในโรงงานที่ต้องทำอะไรซ้ำๆเดิมๆ อย่างการติดกระจกเข้ากับตัวถังรถ แต่วันนี้มันยังหมายถึงการทำงานเดิมๆที่ต้องใช้ความๆซ้ำๆแล้วก็ได้ อย่างงานผู้ช่วยทนายความ จากเดิมที่ต้องใช้เด็กจบใหม่มากมายในการจัดการกับเอกสารจำนวนมาก แต่วันนี้บริษัททนายความหลายแห่งเริ่มเอาระบบอัตโนมัติมาช่วย ทำให้การจ้างงานเด็กจบใหม่นั้นแทบไม่จำเป็น หรือที่จะจ้างเข้ามาก็ไม่ใช่เพื่อทำงานอ่านเพื่อค้นหาเอกสาร แต่เป็นการสอน AI ให้รู้จักทำงานที่ตัวเองควรจะได้ทำเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น

ลองคิดดูซิว่าครับเมื่อเด็กจบใหม่อยากเป็นทนายความ แต่สุดท้ายไม่ได้เป็นเพราะตัวเองได้แต่สอน AI ให้ทำหน้าที่แทนตัวเองได้ในอนาคต สุดท้ายแล้วจะเหลืออะไรให้ทำอีกล่ะครับ

เพราะความหมายของงานที่ “คาดเดาได้คือ” พนักงานใหม่เรียนรู้งานของคุณโดยดูจากงานที่คุณเคยทำได้หรือเปล่า? หรือพวกเค้าสามารถพัฒนาทักษะโดยทำเหมือนที่คุณทำซ้ำไปซ้ำมาได้มั้ย? ถ้าได้ ก็มีโอกาสที่ AI หรือ อัลกอริธึมอาจเรียนรู้งานของคุณ แล้วเข้ามาทำงานแทนคุณได้ในบางส่วน จนสามารถแทนคุณได้ทั้งหมดเลยก็ได้

ยิ่งมีข้อมูลให้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆที่เรียกว่า Big Data มันก็จะเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองตามข้อมูลได้ไม่รู้จบ

สุดท้ายคืออะไรที่เทคโนโลยีทำแทนไม่ได้ในอนาคต งานนั้นจะแพงมากเพราะไม่คุ้มทุนที่จะพัฒนา AI เข้ามาแทน หาให้เจอนะครับว่าอะไรบ้างที่ AI ทำไม่ได้

ทุกวันนี้มีหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานง่ายๆทั่วไปได้เหมือนมนุษย์ เพราะมีรูปทรงคล้ายมนุษย์ เลยสามารถเอามาตั้งแทนมนุษย์เดิมได้ หุ่นยนต์นั้นชื่อว่า Baxtor โดยเจ้าหุ่นเลียนแบบนี้สามารถทำงานน่าเบื่อๆแทนคนงานเดิมได้ อย่างงานแพ็คสินค้าใส่กล่อง

ลองคิดดูซิว่าเราสามารถฝึกหุ่นตัวเดียวให้ทำงานแบบเราได้เพราะมันสามารถหยิบของได้เหมือนเรา จากนั้นเราก็เอาไฟล์ที่เราฝึกมันเสร็จแล้วไปใส่กับหุ่นอีกร้อยตัวที่เหลือ เราก็จะได้กองทัพช่วยงานมากมาย แล้วคนงานที่เคยแพ็คสินค้าใส่กล่องก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

มีบริษัทของเล่นประกอบชิ้นส่วนที่ชื่อ K’NEX ใช้เจ้าหุ่น Baxtor นี้แพ็คของลงกล่องแล้วพบว่า มันสามารถเอาของลงกล่องให้ชิดสนิทกันได้มากกว่าที่คนเคยทำ จนทำให้ลดกล่องที่บริษัทต้องใช้ได้มากถึง 20-40% ทุกวันนี้ไม่ต้องถามนะครับว่ายังมีคนมาคอยแพ็คสินค้าใส่กล่องก่อนส่งขายอยู่มั้ย

โชคดีที่ยังเหลือกล่องให้คนงานที่เป็นคนจริงๆทำ เพราะยังไม่มีหุ่นเพื่อขนกล่องที่แพ็คแล้วไปใส่รถบรรทุก แล้วขนกล่องนั้นเอาไปวางที่ชั้นขายของตามห้างสรรพสินค้า

หรือร้านฟาสต์ฟู้ดในอนาคตอาจไม่มีพนักงานที่เป็นคนจริงๆเหลือแล้วนะครับ เพราะมีบริษัทสตาร์ทอัพที่ชื่อว่า Momentum Machines กำลังสร้างระบบอัตโนมัติเพื่อผลิตแฮมเบอร์เกอร์ชั้นดี ในขณะที่คนงานในร้านฟาสต์ฟู้ดอาจโยนเนื้อบดแช่แข็งลงบนเตา แต่เครื่องจักรของเค้าจะปั้นเบอร์เกอร์จากเนื้อบดสดใหม่ แล้วย่างบนเตาตามสั่งโดยไม่ผิดพลาด และเจ้าเครื่องนี้ยังสามารถผลิตเบอร์เกอร์ได้ชั่วโมงละ 360 ชิ้น เรียกได้ว่ายังไงคนก็สู้ไม่ได้ครับ

อย่างโรงงาน Foxconn ที่รับช่วงผลิต iPhone จาก Apple มาช้านานและต้องใช้แรงงานมหาศาลเมื่อก่อนกำหนดวางขาย ตอนนี้มีการใช้หุ่นยนต์มากมายนับล้านแทนคนงานเรือนแสนเหล่านั้นแล้ว จากเดิมที่คนงานเคยบ่นว่าสภาพการทำงานย่ำแย่ ต้องทำงานติดต่อกันหลายช่วงโมงในช่วงเร่งด่วน คราวนี้เลยไม่มีอะไรให้บ่นเพราะไม่มีอะไรเหลือให้ทำแล้วครับ

หรือแม้แต่การทำงานในสวนในไร่ที่คิดว่ายังไงก็สงวนไว้ให้คนได้ก็ต้องคิดใหม่ เพราะตอนนี้ที่ประเทศออสเตเรีย จากเดิมที่ต้องานแรงงานชั่วคราวมากมายในฤดูเก็บเกี่ยว ตอนนี้เค้าเริ่มพัฒนาหุ่นยนต์ที่จะเข้ามาทำแทนให้มากที่สุด ด้วยการออกไปสำรวจตัวอย่างดินรอบโคนต้นไม้แต่ละต้น จากนั้นก็วิเคราะห์ว่าต้นนั้นต้องการน้ำและปุ๋ยเท่าไหร่ ทำให้สามารถลดการใช้สารเคมีได้ถึง 80% เพราะไม่ต้องใช้หว่านๆเท่าๆกันหมดแบบที่คนเคยทำครับ

บทที่ 2 ครั้งนี้จะต่างออกไปไหม?

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพบว่า ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยี เราจะพบว่าแม้งานเก่าๆจะหายไป แต่ก็จะมีงานใหม่ๆเกิดขึ้นตามมามากมาย แต่การปฏิวัติด้วย AI นั้นต่างออกไปครับ เพราะอย่างที่บอกว่าจากตัวเลขรายได้ต่างๆเมื่อเศรษฐกิจฟื้น กำไรเพิ่มขึ้น ผลิตภาพเพิ่มขึ้น แต่ค่าตอบแทนนั้นเท่าเดิมมานานหลายปีแล้วครับ หรืออาจจะดูเพิ่มขึ้นด้วยตัวเลขเงิน แต่เมื่อหักลบกับอัตราเงินเฟ้อก็แทบไม่ได้ขยับอะไรซักเท่าไหร่ครับ

แทบยังไม่ได้แค่เงินเดือนเท่าไหร่ แต่งานใหม่ๆนั้นกลับได้ค่าจ้างลดลงด้วยเมื่อเทียบกับสมัยก่อน

ลองคิดดูนะครับว่าเด็กจบใหม่สมัยนี้เงินเดือนเท่าไหร่ แล้วลองเอาไปเทียบกับสิบปีที่แล้ว เทียบกับค่าครองชีพดู แล้วจะพบว่าเงินเดือนเด็กจบใหม่ส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อเลย

หรือสรุปได้ว่า เศรษฐกิจฟื้นแต่งานตายครับเพราะเทคโนโลยีอัตโนมัติทั้งหลายครับ

บทที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศ คือปัจจัยพลิกโฉมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

ถ้านึกย้อนกลับไปตอนที่ไฟฟ้าเข้ามาเปลี่ยนชีวิต ต้องบอกว่าไม่มีใครที่ไม่ได้ประโยชน์จากไฟฟ้า ทุกคนมีชีวิตที่ได้ขึ้น เกิดโอกาสใหม่ๆมากขึ้น แต่การปฏิวัติจากเทคโนโลยีสารสนเทศทุกวันนี้ มีพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนส่วนใหญ่น้อยกว่าไฟฟ้านัก

โอเค เราอาจจะบอกว่ามันทำให้เราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ไง มันทำให้เราสะดวกสบายขึ้นไง

อันนั้นไม่เถียงครับ แต่ที่กำลังจะบอกคือด้วยการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือทำให้ทุกอย่างกลายเป็นดิจิทัล จนกลายเป็นระบบ Cloud หรืออัพทุกอย่างขึ้นบนเน็ตนั้น ทำให้มันมีความสามารถในการรู้คิดได้

พอมันมีข้อมูลมากพอ มันก็สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ ยังไม่นับว่ามันสามารถเขียนโปรแกรมให้ตัวเองใหม่ได้เพื่อให้เก่งขึ้นอีก โดยไม่รู้จักเหนื่อยหรือหยุดพัก ตราบใดที่ยังมีไฟฟ้าให้มันใช้เสมอ

และยิ่งเศรษฐกิจทุกวันนี้เป็นแบบแบ่งงานกันทำตามความถนัด ก็ยิ่งทำให้ AI เข้ามาแทนที่ได้ง่ายเข้าไปใหญ่

แม้วันนี้และอนาคตอันใกล้เทคโนโลยีอย่างหุ่นยนต์หรือ AI อาจจะยังไม่สามารถเทียบเท่าคนได้ทุกด้าน แต่ทุกวันนี้มันเก่งกว่าเรามากในบางด้านจนเราตามมันไม่ทันแล้ว เช่น มันสามารถขับรถเองได้ดีกว่าเรา หรือแม้แต่เอาเครื่องบินขึ้นและลงจอดได้จากระบบอัตโนมัติ

อย่างที่บอกครับว่าอาจจะอีกนานกว่ามันจะตามเราทันได้ทุกได้ แต่คงไม่นานมากเกินกว่าจะเกิดขึ้นได้ครับ

บทที่ 4 White Collar ถึงจุดเสี่ยง

งานการเขียนข่าวที่ว่าเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่น่าจะมีแต่คนที่ฝึกฝนอย่างเชี่ยวชาญเท่านั้นที่จะทำได้ดี แต่รู้มั้ยครับว่าข่าวที่เขียนด้วย AI วันนี้มีให้เราอ่านมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

ซอฟต์แวร์ที่ใช้เขียนข่าวที่ชื่อว่า StatsMonkey นั้นจะเรียนรู้จากข่าวกีฬามากมาย แล้วก็หาความเชื่อมโยงและรูปแบบต่างๆ จนสามารถเขียนข่าวได้เองเหมือนนักข่าวคนที่เป็นมืออาชีพ ด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติแบบคน แล้วก็รู้จักโฟกัสที่ช่วงสำคัญของการแข่ง รวมถึงเน้นที่นักกีฬาดังบางคนที่คนส่วนใหญ่สนใจจะอ่านเป็นพิเศษด้วยครับ

ฝึกเขียนกันมาแทบตาย สุดท้ายโดน AI แย่งงาน

ห้าง Target ที่ต่างประเทศเองก็สามารถทำการตลาดไปหากลุ่มเป้าหมายที่กำลังจะเป็นแม่ได้ดีกว่านักการตลาดร้อยเท่าพันเท่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อจนพบรูปแบบสำคัญว่าใครกันที่กำลังตั้งท้อง จากนั้นก็ส่งคูปองเพื่อชิงเค้ามาเป็นลูกค้าประจำก่อนห้างอื่น

เพราะกลุ่มที่กำลังตั้งท้องนั้นมีแนวโน้มจะใช้เงินมากกว่าลูกค้าทั่วไป ตั้งแต่ก่อนคลอดไปยันหลังคลอดเลยครับ

อาชีพนักแปลภาษาเองก็เสี่ยง เพราะแม้ Google Translate วันนี้อาจจะยังแปลได้ไม่เท่ากับมืออาชีพ แต่มันก็ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจเนื้อหาของภาษาอื่นได้ไม่น้อย จากการที่มันเอาเอกสารและหนังสือที่มีการแปลไว้แล้วมากมายมาเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาเขียนแปลแกรมว่าอะไรต้องแปลยังไงครับ

หรือในอนาคต Google กำลังจะออกหูฟังที่สามารถแปลภาษาที่ได้ยินได้แบบทันทีทันใด เสมือนมีล่ามมือหนึ่งตามมากับเราด้วยทุกที่ คิดดูแล้วกันว่าอีกหน่อยกำแพงภาษาจะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไปครับ

หรืองานอย่างนักวิเคราะห์ระดับกลางที่จากเดิมบริษัทต้องจ้างไว้มากๆ เพื่อสรุปเนื้อหาให้ผู้บริหารตัดสินใจอีกทีนึงก็กำลังถูก AI เข้ามาแทนที่เรื่อยๆ จนอีกหน่อยงานวิเคราะห์เอกสารเหล่านี้จะไม่ต้องใช้คนอีกต่อไป และ AI สามารถสรุปและทำเป็นภาพได้สวยงามอีกด้วย

Facebook เองก็ใช้โปรแกรมอัจฉริยะที่ชื่อ Cyborg ที่คอยเฝ้าดูแลเซิฟเวอร์หลายหมื่นตัวในการตรวจจับปัญหาและแก้ไขเองได้อยู่บ่อยครั้ง จนทำให้ช่างเทคนิคคนเดียวสามารถดูแลคอมพิวเตอร์ได้ถึง 20,000 เครื่อง

ฟังดูน่าทึ่งแต่ก็คิดดูซิว่างานช่างเทคนิคจากเดิมที่อาจจะต้องจ้างหลายร้อยคนก็หายไป

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อัลกอริธึม เหล่านั้นสามารถพัฒนาตัวเองได้เหมือนสิ่งมีชีวิต

จากทฤษฎีของดาร์วินที่พูดถึงการคัดเลือกตามธรรมชาติ สายพันธุ์ไหนที่เหมาะสมที่สุดก็จะอยู่รอดขยายเผ่าพันธุ์จนเกิดสายพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่าต่อปเรื่อยๆ

อัลกอริธึมของ AI เหล่านี้ก็เหมือนกัน มันสามารถพัฒนาตัวเองได้เรื่อยๆจากข้อมูลที่ป้อนเข้ามา จนทำให้ตอนนี้นักวิทยาการคอมพิวเตอร์หและศาสตราจารย์ที่ปรึกษาจากสแตนฟอร์ดนิยามให้ว่า “automated invention machine” หรือ “เครื่องจักรประดิษฐ์คิดค้นอัตโนมัติ” โดยเค้าเริ่มที่จะเรียนรุ้จากวิธีคิดของเครื่องจักรเหล่านี้แทนที่จะสอนมันแล้ว

บทที่ 5 เปลี่ยนโฉมการศึกษาขั้นสูง

การเรียนรู้ในโรงเรียนและมหาลัยอาจไม่เพียงพอที่จะใช้ทำงานได้อีกต่อไป ทำให้ทุกวันนี้เราต้องเรียนรุ้ไม่หยุดยั้ง เพราะเทคโนโลยีต่างๆเปลี่ยนไปไวมาก จนเกิดสถาบันออนไลน์มากมาย แม้แต่มหาวิทยาลัยดังๆระดับโลกก็ยังลงมาเปิดคอร์สเรียนออนไลน์กับเค้าด้วย

แต่ก็มีปัญหาเรื่องการโกงเรียนบนออนไลน์ตามมา เช่น เราอาจลงทะเบียนเป็นชื่อเรา แต่เราอาจให้ใครก็ได้เข้ามาเรียนหรือทำข้อสอบแทนเรา

จนทำให้เกิดอัลกอริธึมที่จะเข้ามาตรวจสอบใบหน้าเราตลอดเวลาระหว่างเรียนผ่านกล้อง webcam ที่ติดบนคอมพิวเตอร์เราทุกคน ทำให้การโกงเรียนออนไลน์ก็จะยากขึ้นจนแทบจะเป็นไปไม่ได้

บทที่ 6 ความท้าทายของบริการสุขภาพ

จากเดิมความรู้ของหมอแต่ละคนแยกจากกัน ใครประสบการณ์มากก็เก่งมาก แต่อีกหน่อยความรู้ทั้งหมดของหมอจะถูกเก็บไว้ที่ศูนย์กลาง หรือ AI ที่จะกลายมาเป็นผู้ช่วยหมอนั่นเอง

อีกหน่อยเราอาจจะแค่ไปหาใครคนนึงที่ทำหน้าที่สอบถามอาการเราตามที่ฝึกฝนมา แต่ไม่ต้องเป็นหมอ แล้วจากนั้นเค้าก็จะใส่ข้อมูลอาการของเราเข้าไปในระบบ แล้วระบบก็จะให้คำวินิจฉัยแบบหมอมาให้ ทำให้ประหยัดเวลาของหมอในการรักษาเล็กๆน้อยๆที่กินเวลาถึง 50% ของการทำงาน ให้ได้ไปโฟกัสกับการรักษาใหญ่ๆหรือยากๆแทน

ห้องยาก็ไม่จำเป็นต้องใช้เภสัขหรือคนมาจัดยาให้เรารอนานอีกต่อไปแล้ว

แผนกจ่ายยาที่ศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโก ใช้ระบบอัตโนมัติจัดการกับยาหลายพันชนิด โดยที่เภสัชไม่ต้องแตะขวดยาเลยแม้แต่ขวดเดียว

เจ้าระบบอัตโนมัติที่เป็นแขนกลนั้นจะหยิบยาออกมาแล้วเทใส่ซองให้เรา จากนั้นก็ติดป้ายหน้าซองพิมพ์ชื่อเราพร้อม และสามารถเตรียมยาได้เป็นหมื่นโดสทุกๆวันโดยไม่รู้จักเหนื่อยหรือขอพักเข้าห้องน้ำเลยซักนิด

บทที่ 7 เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

พูดถึงเรื่องการพิมพ์สามมิติ และรถที่วิ่งเองได้

การพิมพ์สามมิติที่จากเดิมเชื่อว่าเราจะพิมพ์สิ่งของต่างๆเองจากที่บ้านได้ กลับไม่ใช่ที่หวือหวามากมายนัก แต่สิ่งที่การพิมพ์สามมิติจะทำให้หวืหวาคือการสามารถพิมพ์อาหารต่างๆที่อยากกินจากที่บ้านได้

อีกหน่อยเราอาจจะแค่จ่ายค่าข้อมูลสูตรอาหารดิจิทัล แล้วก็รอเครื่องพิมพ์ที่บ้านพิมพ์มันออกมาให้มีหน้าตาเหมือนในรูปและรสชาติอร่อยล้ำทุกมื้อเลยก็ได้ครับ

เท่านั้นยังไม่พอ แต่การพิมพ์สามมิติยังจะพัฒนาไปถึงจุดที่สามารถพิมพ์บ้านออกมาได้ จะทำให้การสร้างบ้านซักหลังนั้นถูกลงมากเพราะค่าแรงที่หายไป แต่นั่นก็หมายความว่าคนงานที่เคยสร้างบ้านก็จะมีงานให้ทำน้อยลงไปอีกครับ

ส่วนรถยนต์อัตโนมัติก็ไม่ต้องอธิบายมาก เอาง่ายๆในเมื่อมันพาตัวเองไปไหนมาไหนเองได้แล้ว แล้วคนที่ต้องทำอาชีพขับรถทั้งหลายจะมีไปทำไม คนขับแท็กซี่เอย หรือคนขับรถบรรทุกขนส่งสินค้าเอย

นี่ยังไม่นับรวมไปถึงผลกระทบในระดับอุตสาหกรรมอีกนะว่า ในเมื่อมันวิ่งเองได้เราจะอยากมีรถไปทำไม เพราะอีกหน่อยเราจะสามารถกดเรียกรถผ่านแอพให้มารับตอนที่เราต้องการ และมันก็วิ่งไปให้บริการคนอื่นต่อไป ถ้าไม่เชื่อลองเสริชว่า nuTonomy ดูครับ เรื่องนี้กำลังทดลองที่สิงค์โปรมาหลายปีแล้ว

บทที่ 8 ผู้บริโภค ขีดจำกัดการเติบโต และวิกฤต?

สรุปง่ายๆคือเมื่อเทคโนโลยีอัตโนมัติทั้งหลายเข้ามาแทนที่คนทำงานมากมาย แล้วคนมากมายที่ไม่มีงานทำจะเอาเงินที่ไหนมาจับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

งานที่ต้องใช้ความรู้ความจำแบบเดิมๆถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้หมด ตัวอย่างที่ประเทศอังกฤษ รถแท็กซี่ดำนั้นคนขับต้องผ่านการทดสอบความรู้ว่ามีความรู้เรื่องถนนหนทางเป็นอย่างดี ถึงจะสามารถออกมาวิ่งรับผู้โดยสารตามท้องถนนได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องรอที่ศูนย์ให้มีคนเรียกถึงจะออกมารับได้

แต่วันนี้ความสามารถนั้นถูกแทนที่ด้วย GPS หรือ Google Map โดยสิ้นเชิงครับ

เมื่อไม่มีงานให้คนทำ แล้วคนจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ ไม่แน่ว่านั่นอาจจะเป็นจุดจบของเทคโนโลยีก็ได้ครับ

บทที่ 9 ปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ และซิงกูลาริตี

ว่าด้วยถ้าวันนึง AI มันฉลาดมากจนอาจฉลาดพอที่จะรู้ว่าต้องรับใช้มนุษย์ไปทำไม อาจจะเกิดได้สองเหตุการณ์แบบหนังสองเรื่อง คือหนึ่ง Matrix ที่มนุษย์เป็นทาสหุ่นยนต์ หรือสอง HER มันฉลาดพอจนบรรลุและพาตัวเองหายไป หรือลบตัวเองไปก็ได้

ไม่ว่าจะแง่มุมไหนก็คงไม่ดีสำหรับเราหรอกครับ

บทที่ 10 สู่กระบวนทัศน์เศรษฐกิจใหม่

บทนี้ว่าด้วยเมื่อวันนึงเทคโนโลยีมันล้ำมากจนสามารถทำอะไรๆเองได้ และคนที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีนั้นก็จะเป็นแค่กลุ่มคน 1% ที่กอบโกยผลประโยชน์ทั้งหมดไป จนคนอีก 99% บนโลกไม่มีงานไม่มีเงิน จนผู้เขียนเสนอทางออกว่า บางทีการใช้นโยบายแบบแจกเงินให้ทุกคนอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อให้แต่ละคนสามารถใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้ โดยไม่ต้องติดอยู่กับการดิ้นรนเพื่อปัจจัยพื้นฐานของชีวิตแบบเดิมอีกต่อไป

จะว่าไปก็คล้ายๆ Utopia นะครับ แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนั้นมั้ย เพราะแนวคิดนี้จะต้องปฏิวัติแนวคิดทางการเมืองทุกอย่างที่เคยเชื่อและเป็นมาอย่างมาก ถ้าไม่นับว่าหุ่นยนต์จะปฏิวัติเราก่อนมั้ยด้วยนะ

ผู้เขียนบอกว่าบรรดานักการเมืองหรือคนรวยมักจะออกมาต่อต้านเวลาจะขึ้นภาษีคนรวยเหล่านั้น ว่าจะเป็นการทำลายการเกิดธุรกิจใหม่ๆ ทำให้คนไม่อยากก่อร้างสร้างตัวให้เป็นคนรวยเพื่อมาจ่ายภาษีเยอะๆ

แต่รู้มั้ยครับว่า Apple และ Microsoft ก็ก่อตั้งขึ้นมาในยุค 1970 ยุคที่ภาษีสหรัฐมีอัตราสูงสุดอยู่ที่ 70% ผมเลยคิดว่าการขึ้นภาษีคนรวยไม่ได้อยากให้คนที่ยังไม่รวยอยากดิ้นรนให้ตัวเองทำงานหนักสร้างตัวเป็นคนรวยหรอก แต่เค้าไม่คิดว่าตัวเองจะรวยได้มากขนาดนั้นต่างหาก มีแต่คนที่รวยอยู่แล้วเท่านั้นแหละที่กลัวว่าตัวเองจะรวยน้อยลงนิดหน่อยเท่านั้นเอง

และทั้งหมดนี้ก็คือสรุปหนังสือ Rise of The Robots ที่สนุกมากและอ่านง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ อาจเพราะช่วงนี้ผมกำลังอินกับหนังสือแนวนี้มากอยู่ หลังจากอ่าน Homosapiens แล้วก็ต่อด้วย ชีวิตศตวรรษ แล้วก็ต่อด้วย รู้ทันอนาคตที่(อาจจะ)ไม่มีคุณ แล้วก็มา ทางรอดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ จนมาถึงเล่มนี้ ทำให้ผมได้เห็นภาพกว้างของอนาคตมากขึ้น และก็เริ่มเห็นภาพลางๆที่น่าจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

ผมคงไม่ได้อ่านเพื่อจะไปปฏิวัติอะไรกับเค้าหรอกครับ ผมแค่อ่านเพราะผมอยากรู้ให้ทันโลกเราเท่านั้นเอง

อ่านแล้วเล่า เล่มที่ 7 ของปี 2019
Rise of The Robots
หุ่นยนต์ผงาด เทคโนโลยี และภัยแห่งอนาคตที่ไร้งาน

Martin Ford เขียน
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล แปล
สำนักพิมพ์ SALT

20190206

By Nattapon Muangtum

จากนักอ่านที่เริ่มอยากหัดเขียน จากการที่ต้องอ่านเพราะความจำเป็น กลายเป็นอ่านเพราะหลงไหล, สวัสดีครับผมชื่อหนุ่ย ผมทำงานด้าน Digital and Data Marketing ผมยังมีเพจการตลาดอีกเพจที่อยากฝากให้ลองอ่านดูนะครับ https://www.facebook.com/everydaymarketing.co/

ปีก่อนคุณอ่านหนังสือกี่เล่ม ?