The Story ชีวิต วิสัยทัศน์ แรงบันดาลใจ

หนังสือที่รวบรวมบทสัมภาษณ์คนเก่งๆ ทั่วฟ้าเมืองไทยที่คัดเลือกอย่างบรรจงจากเว็บไซต์ The Story หนึ่งในเว็บประจำที่ผมชอบเข้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ดีๆ อยู่เรื่อยๆ

หนังสือเล่มนี้ผมได้จากมือคุณเล็ก หนึ่งในผู้ก่อตั้ง The Story ในวันที่เรานัดคุยสบายๆ กันที่ร้านกาแฟ ส่วนตัวผมรู้สึกว่านักข่าวน้อยคนที่จะสามารถตั้งคำถามได้ดี สามารถดึงคำตอบที่คนถูกถามก็คาดไม่ถึงออกมาได้ และที่ดีกว่านั้นคือสามารถทำให้คนถูกสัมภาษณ์รู้สึกดีและอยากที่จะตอบคำถามเราไปพร้อมกัน คุณเล็กคือหนึ่งคนนั้นที่หาได้น้อยยิ่งในความคิดผมครับ

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นของหนังสือ The Story ชีวิต วิสัยทัศน์ แรงบันดาลใจ คือนอกจากจะมีคนเก่งและดังที่เราหลายคนคุ้นชื่อคุ้นหน้ากันอยู่แล้ว แต่หนังสือเล่มนี้ยังมีบทสัมภาษณ์คนเก่งมากๆ ที่ยังไม่ได้ดังอะไร ผมว่าประเด็นนี้น่าสนใจเพราะส่วนตัวผมก็อยากให้คนที่เก่งและดีได้มีพื้นที่ฉายแสงให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นเพื่อที่จะได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานทำธุรกิจ แล้วอาจจะเผลอมีความคิดว่า “ฉันเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่ได้มีต้นทุนอะไรแต่กำเนิด ไม่ได้ดังเพราะนามสกุลหรือเป็นที่รู้จักมาก่อน แล้วจะประสบความสำเร็จได้อย่างที่เห็นตามหน้าสื่อหรอ?”

ขออนุญาตตอบตามตรงจากประสบการณ์ส่วนตัวผมเลยครับว่าผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ Nobody มาก่อน นามสกุลไม่ต้องพูดถึง ลูกชาวบ้าน ปู่เป็นชาวนาที่มีไร่นาไม่ถึงสิบไร่ ไม่ต้องพูดถึงต้นทุนทางสังคมใดๆ เอาเป็นว่าเริ่มต้นจากศูนย์ที่แท้จริง แต่วันนี้ผมก็พอจะภูมิใจว่าอย่างน้อยในแวดวงการตลาดผมก็พอจะเป็นที่รู้จักบ้านในฐานะเจ้าของเพจการตลาดวันละตอน ที่ก้มหน้าก้มตาทำด้วยความอุตสาหะมากว่า 4 ปี เอาจริงๆ เริ่มจะเป็นที่รู้จักบ้างก็ตอนปีที่ 3 เข้า 4 นี่แหละครับ

หนังสือ The Story ชีวิต วิสัยทัศน์ แรงบันดาลใจ เล่มนี้รวบรวมบทสัมภาษณ์คนเก่งๆ ไว้กว่า 20 คน แล้วแต่ละบทสัมภาษณ์ก็ไม่ได้ถามคำถามทั่วไปที่หาได้อ่านจากที่ไหน แต่เป็นคำถามที่ผ่านการหาข้อมูลรีเสิร์จมาเป็นอย่างดีว่าถ้าคุยกับคนๆ นี้ควรจะต้องถามอะไร

ที่ผมพูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าผมเป็นหนึ่งในทีมงานของ The Story หรอกนะครับ เพียงแต่ในฐานะคนที่ถูกสัมภาษณ์มาพอสมควร และก็เป็นคนที่จัดรายการ LIVE สัมภาษณ์คนอื่นด้วยในเวลาเดียวกัน อ่านแล้วรู้สึกได้ไม่ยากว่าคำตอบของผู้ถูกสัมภาษณ์ทั้ง 20 คนนั้นเป็นแง่มุมที่ไม่เคยอ่านเจอที่ไหนมาก่อนสำหรับคนที่เห็นหน้าคร่าตาอยู่บ่อยๆ ดังนั้นบอกได้เลยว่าใครถูก The Story ขอสัมภาษณ์ถือว่าได้โอกาสทบทวนตัวเองหรือดีไม่ดีอาจจะค้นพบแง่มุมใหม่ของตัวเองก็เป็นได้ครับ

อย่างบทสัมภาษณ์ของคุณคมสันต์ แซ่ลี CEO Flash Express ที่เป็น Startup Unicorn รายแรกของไทยอย่างแท้จริง สิ่งที่น่าสนใจในบทสัมภาษณ์ของ The Story นี้ไม่ใช่ความยากลำบากวัยเด็กหรือวันวาน ไม่ใช่เราปั้นบริษัทจนสามารถระดมทุนให้มีมูลค่าบริษัทในระดับ Unicorn ได้อย่างไร แต่เป็นเรื่อง Flash Radar ที่ผมไม่เคยรู้เลยว่า Flash มีการใช้ Data เพื่อช่วยลูกค้าที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือคนทำธุรกิจให้รู้ Insight ลูกค้าด้วยครับ

Flash Radar อาวุธลับเพื่อคนขายของออนไลน์จาก Flash

Flash Radar จะช่วยให้พวกเขามองเห็นกลุ่มลูกค้าของตัวเองได้มากขึ้นว่าลูกค้าของเขาอยู่ที่ไหน จังหวัดอะไร มีความถี่ในการซื้อขนาดไหน ชำระเงินตรงเวลาไหม เป็นต้น ทำให้พวกเขารู้ว่าสินค้าอะไรของเขาขายดี อะไรที่ขายไม่ค่อยดี เพื่อที่จะได้สามารถปรับของขายหรือเปลี่ยนโปรโมชั่นได้ทันเวลา ไปจนถึงเตรียมสต็อกของที่ร้านให้เหมาะสมกับพฤติกรรมลูกค้าตัวเองด้วย

ได้ยินแบบนี้ผมว้าวเลยครับ อยากเห็นหน้าตามของ Flash Radar เลย

อีกประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากของการสัมภาษณ์ คมสันต์ แซ่ลี CEO Flash Express คนนี้คือตอนที่เขาตอบว่า “ทุกๆ ครั้งที่ได้ลงมือทำ เหมือนเราเป็นมีดที่ดีเล่มหนึ่ง โอกาสทุกครั้งที่ลงมือทำ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ มันจะเป็นแหล่งฝนมีดที่ดีที่สุด มีดเราจะคมขึ้นเรื่อยๆ”

ช่างเป็นประโยคที่คมบาดใจจริงๆ

อีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่ผมชอบมากๆ คือของเฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐ โชติศักดิ์ CEO RS Group ที่เราคุ้นเคยตั้งแต่วัยเด็ก

RS จากบริษัทขายเพลง สู่บริษัทที่พร้อมเข้าสู่ทุกโอกาสขาย

ส่วนตัวผมชื่นชมวิธีการคิดของ RS มานาน ตั้งแต่เริ่มผันตัวมาทำสินค้าขายเอง เอาศิลปินในค่ายมาช่วยกันขาย เรียกได้ว่าขายกันแบบไม่กลัวอาย เพราะเดิมทีคนดังมักจะอายเมื่อต้องขายของเป็นแม่ค้าแบบเอาจริงเอาจัง

ที่ชอบไปกว่านั้นคือเฮียฮ้อมีการเอาสื่อในมือที่เคยมีหน้าที่ทำคอนเทนต์ดีๆ ให้คนฟังเยอะๆ แล้วเอาจำนวนตัวเลขคนฟังไปขายพื้นที่หรือช่วงเวลาให้กับคนอื่นมาซื้อเพื่อขายของอีกที แต่เฮียฮ้อไม่ เขาเอาสื่อในมือมาใช้เพื่อขายของตัวเอง นี่คือการคิดมุมกลับว่าทำไมเราจะต้องรอให้คนอื่นมาซื้อช่วงเวลาของเรา ทำไมเราไม่เอาช่วงเวลาของเรามาขายสินค้าของเราด้วยตัวเองไปเลยหละ

ปรากฏว่าเวิร์คครับ และวันนี้ RS ก็เป็นบริษัทที่กำลังจะสร้างเหรียญของตัวเองขึ้นมาที่เรียกว่า POP Coin บอกเลยว่าน่าสนใจมาก

และประโยคหนึ่งในบทสัมภาษณ์ของเฮียฮ้อ RS โดย The Story ที่ผมชอบมากคือ “คิดเร็ว ทำเร็ว หากไม่ใช่ก็แก้ไขให้เร็ว แก้แล้วไม่ดีก็เลิกให้เร็ว”

นี่คือการคิดแบบ Disruption ที่ยอมฆ่าตัวเองให้ตายดีกว่ายอมให้ใครมาฆ่าเราครับ หลายบริษัทระดับโลกที่ยังสามารถไปต่อได้ก็ล้วนมีวิธีคิดและวิธีการทำงานแบบนี้ทั้งนั้น เหมือนที่คุณคงเห็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่าทาง ​Facebook เองก็ถึงขนาดประกาศว่าต่อไปนี้พวกเขาจะลงไปยัง Metaverse เต็มตัว ทั้งที่เทคโนโลนีนี้เพิ่งจะถือกำเนิดไม่ได้ไม่นานด้วยซ้ำ!

และอีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่ผมชอบที่สุดส่งท้ายเป็นของพี่หนุ่ย Beartai CEO บริษัท Show no Limit ที่ชอบอำผมประจำเวลาเจอกันตามงาน (พี่เขาชอบบอกว่าเขาคือ หนุ่ย การตลาด ครับ)

หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ปั้น Beartai บริษัทที่ยั่งยืน สำนักสื่อนวัตกรรม

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ Beartai คือบริษัทสื่อชั้นนำอันดับต้นๆ ของประเทศไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะรีวิวอะไรต้องมี Beartai เข้าร่วมด้วย โดยเฉพาะเคสที่ต้องการคนอธิบายเรื่องยากให้ง่าย หรือเรื่องที่คนทั่วไปไม่เข้าใจต้องเรียกใช้บริการจากพี่หนุ่ย Beartai เลย

ผมชอบประโยคที่พี่หนุ่ยบอกว่า “ทุกวันนี้ที่คนดูแบไต๋อย่างคับคั่ง เพราะมีการติสินค้าที่เป็นโฆษณา เป็นการสร้างบรรทัดฐานของการรีวิว ลูกค้าทั้งหมดก็ยอม”

ชอบเพราะปกติแล้วลูกค้าทุกรายไม่ชอบให้ใครติสินค้า แล้วยิ่งเมื่อเวลาลูกค้าจ่ายเงินจ้าง Bloger หรือ Influencer ก็ตามการติสินค้าลงในเนื้อหาถือเป็นเรื่องต้องห้ามครับ

แต่พี่หนุ่ยสามารถยกระดับการรีวิวขึ้นไปอีกขั้นให้ลูกค้าที่จ่ายเงินมายอมรับได้ ต้องยอมรับความสามารถในจุดนี้เลยว่าถ้าไม่ที่สุดจริงๆ ลูกค้าไม่ยอมง่ายๆ แน่นอน

สรุปหนังสือ The Story ชีวิต วิสัยทัศน์ แรงบันดาลใจ

นี่คือหนังสืออีกเล่มที่ผมกล้าแนะนำอย่างเต็มปากว่าคุณจะไม่มีทางรู้สึกเสียเวลาที่อ่านหนังสือเล่มนี้เลย กลับกันผมกลับรู้สึกว่าผมเสียดายเวลาที่ไม่ยอมรีบอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่วันแรกที่ได้มาแทน เพราะมีคนกล่าวไว้ว่า คนธรรมดาเรียนรู้จากความผิดพลาด คนโง่ไม่เรียนรู้จากอะไรเลย ส่วนคนฉลาดเรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น และหนังสือเล่มนี้ก็รวบรวมประสบการณ์ราคาแพงอันล้ำค่าจากคนเก่งๆ และคนดังๆ มากมายกว่า 20 คนทั่วฟ้าเมืองไทย

บอกได้คำเดียวว่ายิ่งไม่อ่านจะยิ่งเสียดาย เพราะถ้าถึงวันหนึ่งข้างหน้าที่คุณเพิ่งได้มีโอกาสหยิบมาอ่าน คุณจะรู้สึกว่า “รู้งี้อ่านนานแล้ว” จริงๆ ครับ

อ่านแล้วเล่า สรุปหนังสือเล่มที่ 25 ของปี

บอกแล้วครับว่าได้กับมือนักเขียนจริงๆ ^^

สรุปหนังสือ The Story ชีวิต วิสัยทัศน์ แรงบันดาลใจ
The Story Thailand เขียน

อ่านสรุปหนังสือแนวนี้ต่อ > คลิ๊ก
Download EBook หนังสือเล่มนี้ฟรี > คลิ๊ก