ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่, ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ฉบับพิเศษ

เป็นหนังสือเก่าที่ผมเพิ่งซื้อมาใหม่จากงานหนังสือครั้งล่าสุด รู้สึกว่าจะเป็นเล่มฉลองครบรอบ 12 ปี ของหนุ่มเมืองจันทร์ ในชุด “ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” เป็นหนังสือที่อ่านง่ายแต่กลับเต็มไปด้วยข้อคิด สาระความรู้ใหม่ๆด้วยวิธีการเล่าเรื่องสนุกๆ แถมหยอดมุขตลกแบบที่ต่อให้คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือก็น่าจะอ่านจบ และชอบได้ไม่ยาก

ต้องขอบคุณน้องต๊ะ น้องในทีมสมัยเป็นครีเอทีฟที่นึงที่แนะนำให้ผมได้รู้จักกับนักเขียนคนนี้ จนผมรู้สึกว่าผมไม่น่าหลงกลซื้อเล่มก่อนมาอ่านเลย มันทำให้ผมติดจนต้องหาทุกเล่มที่ผมไม่มีมาอ่านจนได้

เล่มนี้คุณหนุ่มเมืองจันทร์บอกว่าเป็นเนื้อหาที่รวมมาจาก 12 เล่มแรก เอามามัดรวมกลายเป็นเล่มฉลอง 12 ปี แต่ที่น่าสนใจคือคุณหนุ่มเมืองจันทร์แกจะบริจาคค่าลิขสิทธิ์ที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ให้กับมูลนิธิที่เกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เล่มนี้เป็นการพิมพ์ครั้งที่ 21 แล้ว ผมเดาว่าคุณหนุ่มเมืองจันทร์น่าจะได้ช่วยบริจาคไปไม่น้อยเลยทีเดียว

เนื้อหาหลักๆของเล่ม ก็ไม่พ้นจากชื่อประจำเล่มที่ว่า “ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่” ให้ข้อคิดเกี่ยวกับความสุขที่ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล ความสุขไกล้ๆตัวที่มีแต่เรากลับมองข้าม หรือความสุขกับปัจจุบันไม่ใช่เพ้อฝันถึงอนาคตแล้วทุกข์ ดังนั้นผมจะขอหยิบบางเรื่องบางตอนที่ผมสนใจเอามาเล่าให้ฟังเรียกน้ำย่อย เผื่อว่าใครสนใจจะไปหาซื้อหยิบยืมเพื่อนมาอ่านบ้าง (แต่บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ต้องมายืมผมเพราะผมไม่ให้ 555)

เรื่องที่หนึ่ง…คนเรานั้นชอบมองปัญหาแบบ “หยุดนิ่ง”

หมายความว่าอย่างไร…ถ้าเปรียบปัญหาเป็นลูกโป่ง คนเราก็ชอบคิดกันไปว่าลูกโป่งใบนั้นจะขนาดเท่าเดิมตลอดเวลา ไม่คิดว่าปัญหานั้นจะเล็กลงเลยเมื่อเวลาผ่านไป เรามักจะลืมไปว่าปัญหาที่หนักอกหนักใจในวันนี้ วันรุ่งขึ้นอาจกลายเป็นเรื่องขี้ประติ๋วไปแล้วก็ได้ ดังนั้นความจริงก็คือ “ปัญหา” นั้นเปลี่ยนแปลงได้ทั้งใหญ่ขึ้น และเล็กลง แต่ส่วนใหญ่มักจะเล็กลงโดยเฉพาะเมื่อเราปรับใจให้ยอมรับ หรือเลิกใส่ใจกับมันได้

และที่สำคัญคือ…ทุกปัญหาในโลกนั้นมีแค่สองประเภท หนึ่ง ปัญหาที่แก้ไขได้ กับสอง ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ สำหรับปัญหาที่แก้ไขได้ก็อย่ามัวฟูมฟาย เอาเวลาและสมองไปคิดแก้ไขให้ปัญหานั้นลุไป ส่วนปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ก็หยุดคิดเลิกใส่ใจกับมัน เพราะไม่ว่ายังไงเราก็แก้ไขมันไม่ได้ ทำใจยอมรับมันไปแล้วก็ไปใส่ใจปัญหาแรกแทน

เรื่องที่สอง…เป็นเรื่องของมุมมองความคิด

เป็นเรื่องเล่าดังนี้ครับ บริษัทรองเท้าในอิตาลี 2 แห่งส่งเซลล์แมนไปเกาะแห่งหนึ่ง คนบนเกาะไม่มีใครใส่รองเท้าเลย เซลล์คนแรกวิ่งไปโทรศัพท์บอกเจ้านายด้วยน้ำเสียงหมดหวัง
“นายครับ ไม่ต้องมาอีกแล้วครับ คนในเกาะไม่มีใครใส่รองเท้าเลย เราขายไม่ได้หรอก”

คนที่สองวิ่งไปโทรศัพท์กลับไปบริษัทเหมือนกัน เขาบอกเจ้านายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“นายครับ โอกาสขายมีมากมายเลย เพราะคนในเกาะไม่มีใครใส่รองเท้าเลย!”
เกาะเดียวกัน คนไม่ใส่รองเท้าเหมือนกัน แต่เซลล์ 2 คน คิดไม่เหมือนกัน

นี่คือพลังของมุมมองการคิดบวกครับ

เรื่องที่สาม…โชคดี ที่ โชคร้าย

ครั้งนึง จาพนม นักแสดงเอกจากภาพยนต์องค์บากที่โด่งดังเคยทุ่มหมดตัวขายทุกอย่างที่มีเพื่อเอาเงินไปซื้อฟิล์มมาถ่ายทำภาพยนต์ของตัวเอง แต่ดันโชคร้ายฟิล์มนั้นถูกไฟไหม้จนไม่มีเหลือ หลังจากร้องให้เสียใจเค้าก็คิดขึ้นมาได้ว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวฟิล์ม แต่เป็นความสามารถในตัวเค้าเมื่อตั้งสติได้ก็สามารถกลับมาตั้งตัวใหม่ได้ จนกลายมาเป็นนักแสดงผู้โด่งดังจนได้เล่นหนังฮอลลีวูดดังๆมาแล้วหลายเรื่อง

ในวันนึงที่ จาพนม ดังแล้ว เค้าได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เค้าโชคดีที่โชคร้าย

โชคร้ายที่เกิดมาจนทำให้ตนต้องพยายามมากกว่าคนอื่น ความจนทำให้เค้าต้องอดทน อดทนอย่างหนักจนกว่าจะมาเป็น จาพนม แบบทุกวันนี้ได้ เค้าบอกว่าถ้าเค้าโชคดีเกิดมาร่ำรวย ในวันนี้เค้าอาจจะทำอะไรไม่เป็นซักอย่างจนกลายเป็นชายที่โชคร้ายที่สุดคนนึงก็เป็นได้

ผมก็ต้องขอบคุณความโชคร้ายหลายๆอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอยู่เรื่อยๆเหมือนกัน ที่ทำให้ผมข้ามผ่านมันมาจนถึงทุกวันนี้ได้ และผมก็จะพยายามเอาชนะไอ้เจ้าโชคร้ายที่ว่านี่ต่อไปเหมือนที่เคยผ่านมา
.

เขียนสรุปแบบหอมปากหอมคอประมาณนี้ก่อนแล้วกันครับ เดี๋ยวจะเพลินจนไม่ไปซื้อหนังสือของคุณหนุ่มเมืองจันทร์เค้า

ถ้าถามว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร ผมบอกได้เลยว่าไม่มีใครที่ไม่เหมาะกับหนังสือเล่มนี้

ถ้าใครคือคนที่กำลังคิดว่าอยากจะเริ่มอ่านหนังสือกับเค้าบ้าง “ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” ของคุณหนุ่มเมืองจันทร์ ไม่จำเป็นว่าต้องเล่มนี้ จะเป็นเล่มไหนก็ได้ ผมกล้ารับประกันได้เลยว่าคุณจะอ่านจบในเวลาไม่นานและก็ชอบการอ่านได้อย่างไม่ยาก

ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่
ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ฉบับพิเศษ

หนุ่มเมืองจันท์ เขียน
สำนักพิมพ์ มติชน

อ่านเมื่อปี 2017