Elon Musk : Tesla, Space X, and the Quest for a Fantastic Future

สรุปหนังสือ Elon Musk จากรถยนต์ไฟฟ้า Tesla สู่อาณานิคมบนดาวอังคาร เรื่องราวชีวิตของผู้ประกอบการที่อาจหาญที่สุดในยุคของเรา

หนังสือประวัติของชายน่าทึ่งที่กำลังเปลี่ยนโลก ผ่านพลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า และการเดินทางสู่อวกาศของมนุษยชาติในเร็ววัน ที่ชื่อ อีลอน มัสก์

Elon Musk เป็นคนที่อ่านหนังสือแบบจมดิ่งลงลึกไปในหนังสือเสมือนตัดขาดจากโลกภายนอกตั้งแต่ยังเด็กแล้ว ตั้งแต่เด็ก อีลอน มัสก์ รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ เป็นเด็กที่มีหนังสือติดมืออยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะไปไหน อ่านได้เป็นวันละสิบชั่วโมง ยิ่งถ้าเป็นวันหยุดเค้าจะอ่านจบได้ถึงวันละสองเล่ม ตอนเด็กเวลาครอบครัวพากันไปช้อปปิ้ง ถ้ามัสก์หายไปแม่เค้ารู้เลยว่าจะไปเจอได้ในร้านหนังสือ

มัสก์เป็นนักริเริ่มสิ่งใหม่ๆขึ้นมาจากศูนย์โดยจริง เริ่มแรกเค้าโดดเข้าสู่ช่วงคลั่งอินเทอร์เน็ต หรือยุคดอทคอมในปี 1995 หลังจบจากมหาวิทยาลัยหมาดๆ เค้าก่อตั้งบริษัทชื่อ Zip2 คล้ายกับ Google Maps ในทุกวันนี้ผสมกับ Yelp แล้วก็ฮิตถล่มทลายอย่างรวดเร็วจน Compaq ซื้อไปในปี 1999 ด้วยราคา 307 ล้านเหรียญ มัสก์ได้ส่วนแบ่งของตัวเองมา 22 ล้านเหรียญ แล้วก็ทุ่มแบบเกือบหมดหน้าตักไปกับธุรกิจเสี่ยงตัวใหม่ในตอนนั้น ที่กลายมาเป็น Paypal ทุกวันนี้ และตอนที่ขาย Paypal นี้ให้ eBay ไปในปี 2002 เป็นเงินสูงถึง 1,500 ล้านเหรียญ ในฐานะที่มัสก์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดเค้าก็กลายเป็นชายหนุ่มผู้ร่ำรวยมหาศาลขึ้นมาทันทีจากส่วนแบ่งหลายร้อยล้านเหรียญ

แต่แทนที่มัสก์จะใช้เงินกับชีวิตมหาเศรษฐีดอทคอมทั่วๆไปในวันนั้น เค้ากลับเลือกที่จะเอาเงินไปลงทุนแบบหนักข้อขึ้นกับธุรกิจที่ต้องแข่งกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างการบินและอวกาศ รถยนต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ เค้าทุ่มเงินกว่า 100 ล้านเหรียญกับการก่อตั้ง SpaceX 70 ล้านเหรียญกับการก่อตั้ง Tesla และอีก 10 ล้านเหรียญให้กับ SolarCity

มัสก์เป็นคนที่เต็มที่กับการปาร์ตี้มากจนอาจถึงขั้นเรียกว่า “บ้า” ก็ว่าได้ ในงานเลี้ยงวันเกิดครั้งนึงเค้าเคยให้นักปามีดเข้ามาปามีดใส่เค้า โดยเค้าถือลูกโป่งไว้ในมือทั้งสองข้าง และหนีบอีกลูกไว้ที่หว่างขา โดยที่มัสก์เอาผ้าปิดตาตัวเองไว้ ไม่มีใครกล้าเสี่ยงแบบที่มัสก์ทำแต่เค้ากลับให้เหตุผลว่ามันไม่เสี่ยงเลย ในเมื่อนักปามีดคนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญใน “ศาสตร์ด้านการปามีด”

เท่านั้นยังไม่พอเค้ายังเผชิญหน้ากับน้ำมวยปล้ำซูโม่ระดับต้นๆของโลกในวันเกิดเดียวกันของเค้า ด้วยการปล้ำแข่งกันบนเทวีการแข่งขันในงาน นักซูโม่หนักกว่า 350 ปอนด์ มัสก์ยกแชมป์ซูโม่ของโลกขึ้นจากพื้นได้และชนะในรอบแรก จากนั้นก็แพ้กระจุยจนอาการปวดหลังจากการโดนคว่ำในวันนั้นยังรู้สึกถึงวันนี้

ในปี 1984 ตอนที่ อีลอน มัสก์ อายุ 12 ปี เค้าได้ลงหนังสือเป็นครั้งแรกกับนิตยสาร PC and Office Technology ของแอฟริกาใต้ โดยหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ source code สำหรับวีดีโอเกมที่มัสก์ออกแบบ เป็นเกมอวกาศชื่อบลาสตาร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนวนิยายวิทยาศาสตร์แบบต้องใช้คำสั่ง 167 บรรทัดในการทำงาน มีคนบอกว่า “เด็กผู้ชายที่จินตนาการถึงอวกาศและสงครามระหว่างความดีกับความชั่วร้ายไม่ใช่เรื่องน่าอัศจรรย์ใจอะไร แต่เด็กชายที่จริงจังกับจินตนาการเหล่านั้นต่างหากที่น่าสนใจ” อย่างการที่มัสก์เขียนเกมนี้ขึ้นมาด้วยตัวเองในตอนนั้น

เรื่องของครัวครัวมัสก์ก็น่าสนใจโดยเฉพาะ “แม่” ของเค้า

เมย์ มัสก์ แม่ของเค้าเป็นนางแบบ ถ่ายนิตยสาร และได้เป็นผู้เข้ารอบสุดท้ายในการประกวดมิสเซาท์แอฟริกา(มัสก์เกิดและโตที่แอฟริกาตามรุ่นก่อนหน้าที่ย้ายจากแคนาดามาอยู่ที่นี่) ที่สำคัญแม่ของเค้าในวัย 60 ปี ยังเป็นนางแบบอยู่ และไปปรากฏตัวบนปกนิตยสารอย่าง Newyork และ Elle รวมไปถึงมิวสิกวิดีโอของ Beyonce ด้วย ไม่ธรรมดาจริงๆ

ตอนอายุเกือบ 10 ขวบ เค้าเห็นคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกที่ห้างสรรพสินค้าแซนด์ตันซิตีมอลในโจฮันเนสเบิร์ก แล้วเค้าก็รบเร้าให้พ่อซื้อให้จนได้ เป็นเครื่อง Commodore VIC-20 ยอดนิยมในตอนนั้น ที่มาพร้อมหน่วยความจำ 5 กิโลไบต์ พร้อมคู่มือภาษาโปรแกรม BASIC ปกติแล้วน่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึงจะศึกษาบทเรียนจากคู่มือโปรแกรมทั้งหมดจบ แต่เค้าขลุกอยู่กับมันไม่หลับไม่นอนเป็นเวลาสามวันจนสามารถทำได้หมดทุกอย่างจากคู่มือ มีแววอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์กับโปรแกรมตั้งแต่เด็กเลยจริงๆคนนี้

ตอนวัยรุ่นเค้าเคยถูกเพื่อนร่วมโรงเรียนซ้อมหนักมาก จนเค้าต้องทำศัยกรรมจมูกเพื่อแก้ไขผลกระทบเรื้อรังจากตอนนั้นถึงวันนี้

เค้าเป็นคนทุ่มเทกับงานมากจนคำว่า “บ้างาน” ยังน้อยไป เพราะเค้าเคยบอกกับผู้หญิงคนนึงที่กำลังจีบกันอยู่ว่า “ถ้ามีวิธีที่ผมไม่ต้องกิน จะได้ทำงานมากขึ้น ผมก็จะไม่กิน ผมอยากให้มีวิธีได้รับสารอาหารโดยที่ไม่ต้องนั่งลงกินอาหาร”

ตอนเค้าอายุ 27 ปี ที่กลายเป็นมหาเศรษฐีด้วยเงิน 22 ล้านเหรียญจากการขายกิจการครั้งแรกไป เค้าซื้อรถสปอร์ตยี่ห้อ McLaren รุ่น F1 ด้วยราคา 1 ล้านเหรียญ นอกจากคอนโดขนาดใหญ่กับเครื่องบินใบพัดเล็กอีก 1 ลำ โดยเจ้ารถสปอร์ต McLaren รุ่น F1 นี้ทั้งโลกมีเพียงแค่ 62 คัน และหนึ่งในนั้นเป็นของเค้าคันนึง

วันหนึ่งขณะที่เค้าขับ McLaren F1 หายากของโลกคันนี้อยู่ เค้าดริฟรถโชว์เพื่อนแต่พลาดจนรถหมุนออกแล้วชนเข้ากับคันดินซึ่งส่งให้รถหมุนคว้างกลางอากาศเหมือนจานร่อน หน้าต่างกับล้อระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ตัวถังรถเสียหาย มัสก์หันไปหาเพื่อนที่นั่งมาด้วยกันแล้วพูดว่า “ที่ตลกที่สุดคือรถคันนี้ไม่มีประกัน”

นี่แหละครับความบ้าของมัสก์ที่ตลกได้แม้รถสุดแพงหายากในโลกจะพังในตอนนั้น

ในครั้งแรกตอนคุยเรื่องไปดาวอังคารของมัสก์กับกลุ่มคนที่สนใจในเรื่องนี้ มีแผนว่าจะเอาเมล็ดพืชขึ้นไปปลูกบนดาวอังคารให้ได้ ทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่าเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่มัสก์เสนอเพิ่มว่าควรเพิ่มการถ่ายทอดสดให้เห็นการเติบโตของเมล็ดพืชนั้นกลับมายังโลกด้วย สาเหตุของมัสก์คือเค้าหวังว่ามันอาจจุดประกายให้เด็กๆหลายพันคนคิดว่า ที่ดาวอังคารไม่ได้กันดารขนาดนั้น เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆพวกนั้นคิดต่อว่า “บางทีเราน่าจะไปที่นั่นนะ”

เค้าต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มคน ให้มนุษยชาติมุ่งหน้าสู่อวกาศอีกครั้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อกว่า 50 ปีก่อน

Space X ของ Elon Musk ถือเป็นความพยายามที่จะให้อเมริกาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในธุรกิจจรวด เพราะ Musk รู้สึกว่าอุตสาหกรรมอวกาศไม่ได้พัฒนาขึ้นจริงจังมา 50 ปีได้แล้ว บริษัทการบินและอวกาศมีคู่แข่งน้อยและมักจะสร้างอะไรที่แพงหูฉี่ที่มีศักยภาพสูงสุด เหมือนกับว่าพวกเขาสร้าง Ferrari ในทุกการปล่อยจรวด ทั้งที่แค่ Honda Accord ก็อาจเพียงพอแล้ว

ในการทำงานกับ Musk สิ่งที่เค้าไม่ทนคือคำแก้ตัวหรือขาดแผนการรุกที่ชัดเจน เวลาที่มีบางอย่างผิดพลาด และเค้าถามว่านานแค่ไหนกว่ามันจะกลับมาทำงานได้อีกครั้ง แล้วถ้าไม่ได้ตอบโต้ไปในทันที ก็จะรู้ได้เลยว่าจะมีเรื่องซวยเกิดขึ้นกับคุณแล้ว จนเพื่อนร่วมงานที่สนิทกับเค้าล้วนได้เรียนรู้ว่า การบอกให้รู้เร็วไม่สำคัญเท่าการมีข้อมูลครบถ้วนเมื่อทำงานกับมัสก์ เพราะเค้าต้องการฟังทางออก ไม่ใช่ปัญหา

ครั้งนึง Elon Musk เคยลงทุนตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทย แต่ด้วยความล่าช้าของคนงานที่ขาดความรู้ในการจัดการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกต้อง ทำให้การพัฒนาแบตเตอรี่ที่เคยรุดหน้าอย่างรวดเร็ว กลายเป็นช้าเหมือนเต่าคลาน จนทำให้ต้องถอนการลงทุนกลับไปทำเองในบ้านเกิดในท้ายที่สุด

Tesla ของ Musk เกือบไม่รอดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 2008 ที่อเมริกามาแล้ว

ในช่วงปี 2008 บริษัท Tesla ของเค้ากำลังหมดเงิน รถยนต์ไฟฟ้าทรงสปอร์ตรุ่น Roaster ใช้ต้นทุนพัฒนาไป 140 ล้านเหรียญ ห่างจาก 25 ล้านเหรียญที่เคยประเมินไว้ในตอนแรกในแผนธุรกิจเมื่อปี 2004 ไปไกลมาก ในช่วงเวลานั้นที่เศรษฐกิจอเมริกากำลังตกต่ำ บริษัทรถยนต์ในสหรัฐกำลังถูกฟ้องล้มละลาย ทำให้การจะระดมทุนเข้ามาแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

วันที่ 28 กันยายน 2008 จรวด Falcon 1 ของ Space X ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศอีกครั้งจากที่เคยปล่อยแล้วระเบิดมาก่อนหน้าหลายครั้งก็สำเร็จเป็นครั้งแรก กลายเป็นเครื่องจักรกลที่เอกชนสร้างขึ้นชิ้นแรกที่ทำได้ ใช้เวลา 6 ปี มากกว่าที่ Musk เคยวางแผนไว้ 4 ปีครึ่ง กับคนห้าร้อยคนของ Space X ในการสร้างปาฏิหารย์แห่งธุรกิจอวกาศแวะวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ให้เกิดขึ้น แล้วโลกก็ก้าวเข้าสู่ยุคอวกาศโดยเอกชนเต็มตัว

ในช่วงเดือนธันวาคม 2008 Tesla เกือบต้องล้มละลายเพราะขาดเงินทุนหมุนเวียนจนถึงขั้นไม่มีเงินจ่ายเช็คเงินเดือนพนักงานที่กำลังจะมาถึงในสัปดาห์หน้า บริษัทกองทุนที่ร่วมลงทุนกับ Tesla ด้วยไม่ให้เงินทุนเพิ่มตามคำขอของ Musk แต่ก็สามารถผ่านพ้นมาได้แบบฉิวเฉียดด้วยการลงเงินตัวเองเพิ่มไปจนเงินติดบัญชีเหลือไม่ถึงแสนเหรียญ

ที่ Space X เองก็มีปัญหาเพราะจากที่เป็นตัวเก็งว่าจะได้สัญญาชิ้นใหญ่ของ NASA หลังจากปล่อยจรวดขนส่งสัมภาระได้สำเร็จ แล้วดูเหมือนว่าจะชวดสัญญานั้นเพราะผู้อำนวยการ NASA ในตอนนั้นไม่ชอบมัสก์ แต่แล้วก็เกิดปาฏิหารย์ขึ้นเมื่อคนข้างใน NASA ต่างหนุนหลังให้ Space X ได้เป็นผู้ส่งเสียงให้กับสถานีอวกาศนานาชาติ ทำให้บริษัทได้ค่าจ้าง 1,600 ล้านเหรียญสำหรับการบินไปยังสถานีอวกาศ 12 เที่ยวบิน

โมเดลในการจ้างของที่ไม่เหมือนใครของ Space X คือ นอกจากจะมองหาคนเก่งระดับท็อปๆจากมหาวิทยาลัยดังๆแล้ว เค้ายังเลือกคนที่เค้า “ลงมือทำ” อะไรเป็นชิ้นเป็นอันแบบจริงจังด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านงานประกวด หรือทำเป็นงานอดิเรกเพี้ยนๆของคนเหล่านั้น เพราะเค้าให้ความเห็นว่าคนที่นี่แม้ว่าคุณจะทำงานเขียนโค้ด ก็ต้องเข้าใจว่าเครื่องยนต์กลไลทำงานอย่างไร เรามองหาคนที่เคยสร้างสิ่งต่างๆตั้งแต่ตอนยังเด็ก

จะเห็นว่าแค่เก่งวิชาการอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีใจรักและลงมือทำเองได้ด้วย แนวคิดแบบ Bauhaus เลย

Musk เป็นคนที่ทำทุกอย่างเร็วมาก เพื่อนสนิทที่ร่วมงานกับเค้าที่ชื่อว่า โบรแกร เคยพูดว่า “เขาทำทุกอย่างเร็วไปหมด ฉี่ยังเร็วเลย เหมือนท่อน้ำดับเพลิง สามวินาทีเสร็จ เขาเป็นคนเร่งรีบโดยแท้”

Musk เคยกระตุ้นให้พนักงานคนหนึ่งทำในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ให้เป็นไปได้

เมื่อปี 2004 SpaceX ต้องการหัวขับวาล์วสำหรับเปิดอุปกรณ์แกนหมุนอิสระที่ใช้บังคับท่อนบนของจรวด Falcon 1 วิศวกรที่ชื่อเดวิสออกไปหาหัววาล์วที่ว่าจากซัพพลายเออร์จนได้มาในราคา 120,000 เหรียญ แล้วนำใบเสนอราคานั้นมายื่นให้กับ Elon Musk

เค้าหัวเราะแล้วบอกว่า “ชิ้นส่วนนั้นไม่ได้ซับซ้อนมากไปกว่าตัวเปิดประตูโรงรถเลย งบของคุณคือ 5,000 เหรียญ ไปทำมาให้ได้” แล้วก็ทิ้งให้เดวิสค้างเติ่งด้วยความงงอยู่แบบนั้น เพราะในชีวิตนี้เค้าไม่เคยสร้างวาล์วใดๆมาก่อนเลย

เดวิสใช้เวลา 9 เดือนสร้างหัวขับวาล์วจนได้ออกมาในที่สุดภายใต้งบแค่ 3,900 เหรียญ ต่ำกว่า 5,000 เหรียญที่อีลอนตั้งให้ในครั้งแรก

เหมือนกันอีกครั้งนึงกับที่ Space X ต้องการระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถทนทานสภาพแวดล้อมโหดร้ายทารุณของอวกาศได้ ซึ่งระบบนี้ปกติราคา 10 ล้านเหรียญ แต่วิศกรที่ชื่อ เควิน วัตสัน สามารถทำขึ้นมาได้ในราคาที่ต่ำกว่า 10,000 เหรียญ นี่คือการสร้างทุกอย่างจากศูนย์และแทบจะทำทุกอย่างเองทั้งหมดแบบที่ไม่มีใครในธุรกิจอวกาศเคยทำในแบบที่ Space X กำลังทำ

ตอนที่ Tesla จะเริ่มต้นสร้างรถยนต์ไฟฟ้า Model S ของตัวเองขึ้นมา ทีมวิศกรศึกษาจาก Mercedes Benz รุ่น CLS 4-Door Coupe กับ E Class ทั้งสองรุ่นใช้แชสซีเหมือนกัน พวกเค้าเอาศึกษา แปลงโฉม เปลี่ยนใส้ในของ Mercedes Benz ที่ซื้อมาใหม่หมดจนกลายเป็นรถไฟฟ้า 100% โดยไม่มีใครรู้ และขับทั่วไปตามท้องถนนในตอนนั้น จนกลายมาเป็นต้นแบบของ Tesla Model S ในปัจจุบัน

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Mercedes ประทับใจเมื่อได้เห็นรถของตัวเองถูก Tesla แปลง จนร่วมลงทุนกับ Tesla ด้วยการซื้อหุ้น 10%

ในวันที่ Musk ส่งมอบรถ Model S ได้เป็นครั้งแรก หลังจากล่าช้าจากที่เคยประกาศไว้มาเป็นปีๆเค้าให้สัมภาษณ์ว่า “ผมอาจมองโลกในแง่ดีเกินไปเรื่องเวลาที่จะใช้ทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ แต่ผมไม่ได้สัญญาเกินจริงเลยในเรื่องผลลัพธ์ ผมทำทุกอย่างที่ผมบอกว่าจะทำ” หลังจากที่ทุกคนจากทุกสื่อเฝ้ารอเวลานี้มานานและมองภาพลบกับ Tesla ว่าไม่มีทางทำได้ตามที่โม้มานาน ก็มอง Tesla และ Musk เปลี่ยนไปในแง่ดีแบบสุดขั้ว

ในช่วงต้นปี 2013 เทสลาตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินอีกครั้ง เพราะ Musk ไม่สามารถส่งมอบรถตามสัญญาได้ แล้วพวกนักเล่นหุ้นก็รอช็อร์ตหุ้น Tesla อยู่ Musk ติดต่อ Larry Page ผู้ก่อตั้ง Google ที่เป็นเพื่อนเค้าเพื่อขอให้ Google เข้ามาซื้อ Tesla ในราคา 6,000 ล้านเหรียญ

Musk ไม่อยากขายแต่ในตอนนั้นไม่มีทางเลือก เค้าเลยเลือกจะขายให้เพื่อนที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน โดยขอให้ตัวเองได้อยู่บริหารงานต่อไปอีก 8 ปี เพื่อให้ภาระกิจเปลี่ยนโลกของตัวเองลุล่วงตามที่เริ่มต้นไว้

แต่ในขณะที่ทนายของ Google กับ Musk กำลังหารือกันอยู่เรื่องข้อกฏหมายนั้น คนราว 500 คนที่มัสก์เปลี่ยนให้เป็นพนักงานขายขายรถได้ในปริมาณมหาศาล จนจากที่ Tesla เหลือเงินสดพอแค่สองสามสัปดาห์ สามารถผลิตรถออกไปได้มากพอในเวลา 14 วัน ผลลัพธ์คือการเงินไตรมาสแรกพุ่งกระฉูด ไม่ใช่แค่รอดตายแต่ยังมีเงินสดเหลือในมืออีกเพียบ แล้วหุ้นก็พุ่งขึ้นจาก 30 เหรียญ ไปเป็น 130 เหรียญ

สุดท้ายการเจรจาซื้อขายที่มีกับ Google ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป และ Tesla ก็แพงขึ้นเกินกว่าที่จะซื้อได้ด้วย

ครั้งนึง Musk เคยเสนอว่านอกจากจะให้ชาร์ตไฟฟรีที่สถานี Supercharger ของ Tesla ได้เลย เจ้าของรถที่ไม่อยากรอ 20 นาทีสามารถเลือกที่จะ “เปลี่ยนแบตเตอรี่” ทั้งหมดเพื่อวิ่งต่อได้ทันทีเลยด้วย ในราคาเท่ากับเติมน้ำมัน มัสก์บอกบนเวทีครั้งนั้นว่า​ “เมื่อเข้ามาที่สถานี Tesla ซักแห่งคุณต้องตัดสินใจเพียงอย่างเดียว คือคุณชอบเร็วกว่าหรือของฟรี” นี่เป็นประโยคที่ว้าวมากสำหรับคนที่ยังชอบความเร็วแบบน้ำมัน

อีกหนึ่งธุรกิจของ Elon Musk ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือ Solar City

Solar City ก็เหมือนกับการลงทุนอย่างอื่นของ Musk คือไม่ได้แสดงให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจมากเท่ากับแสดงถึงโลกทัศน์ มัสก์ตัดสินใจมานานแล้ว โดยมีเหตุผลอย่างยิ่งว่า พลังงานแสงอาทิตย์นั้นสมเหตุสมผล พลังงานแสงอาทิตย์ที่กระทบผิวโลกในหนึ่งชั่วโมงมากพอจะเทียบเท่ากับการบริโภคพลังงานทั่วโลกหนึ่งปี

การพัฒนาประสิทธิภาพแผงพลังงานแสงอาทิตย์ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าแสงอาทิตย์ถูกลิขิตมาให้เป็นแหล่งพลังงานที่ดีกว่าของมนุษยชาติในอนาคต เช่นนั้นแล้วอนาคตที่ว่าก็ควรทำให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

และนี่คือชายผู้ตั้งใจจะเปลี่ยนโลกอย่างแท้จริง ตั้งแต่การคิดพามนุษยชาติขยายออกไปสู่ดาวดวงอื่นในจักรวาล คิดที่แก้ปัญหาโลกร้อนที่มนุษยชาติเสพย์ติดการบริโภคน้ำมันหรือเชื้อเพลิงจากฟอสซิล และชายผู้มองเห็นโอกาสจากแสงอาทิตย์อยู่ทุกวันที่ควรจะมาแทนพลังงานแบบเดิมได้จริงๆซักท.

Elon Musk ที่ถูกขนานนามว่าเป็น New Steve Jobs แต่ดูเหมือนว่าเค้าจะพาโลกไปไกลกว่าแค่ Smart Phone ในมือ หรือสินค้าตระกูล i ต่างๆของ Apple ถ้าคุณอยากรู้จักชายคนนี้ หนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนึ่งเล่มที่ผมกล้าแนะนำว่าคุณไม่ควรพลาด

แล้วคุณจะรู้ว่าแค่ “ฝัน” หรือ “วิสัยทัศน์” อย่างเดียวไม่พอ ต้อง “ลงมือทำ” ให้เกิดขึ้นด้วย

เพราะ “ความคิด” นั้นอาจ “เปลี่ยนคน” แต่ “การกระทำ” เท่านั้นที่ “เปลี่ยนโลก”

สรุปหนังสือ อีลอน มัสก์ Elon Musk : Tesla, Space X, and the Quest for a Fantastic Future

อ่านแล้วเล่า เล่มที่ 94 ของปี 2018

สรุปหนังสือ Elon Musk : Tesla, Space X, and the Quest for a Fantastic Future
จากรถยนต์ไฟฟ้า Tesla สู่อาณานิคมบนดาวอังคาร เรื่องราวชีวิตของผู้ประกอบการที่อาจหาญที่สุดในยุคของเรา
Ashlee Vance เขียน
จินดารัตน์ แปล
สำนักพิมพ์ Short Cut

20180720

อ่านหนังสือแนวชีวประวัติของผู้ก่อตั้งบริษัทต่อ > https://www.summaread.net/category/biography/

สนใจสั่งซื้อได้ที่ > http://bit.ly/ElonMuskSummaread