สรุปหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism ทุนนิยมสอดแนม โลกที่เต็มไปด้วย Big Data และ Algorithm ควบคุมชีวิตเรา Shoshana Zuboff เขียน

สรุปหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism ทุนนิยมสอดแนม หนังสือที่จะทำให้คุณได้รู้เท่าทันระบบเศรษฐกิจโลกรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน ที่ตำราเศรษฐศาสตร์ทั่วไปไม่เคยสอน เพราะมันคือโลกทุนนิยมในยุค Digitalization ที่ทำเงินจากการเก็บเก็บดาต้าเราไปทำความเข้าใจ แล้วก็เอาข้อมูลเราไปขายเพื่อหาโอกาสทำเงินกับเราต่อ

ผมว่านี่น่าจะเป็นหนังสือเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ในยุคปัจจุบัน ยุคที่อะไรๆ ก็เต็มไปด้วยดาต้า เพราะเราล้วนอยู่แบบขาดอินเทอร์เน็ตไม่ได้ เหมือนที่เรารู้กันว่าลืมกระเป๋าเงินยังออกจากบ้านไปทำงานได้ เพราะสามารถกดเงินผ่านแอป หรือสแกน QR Code จ่ายเงินค่าสิ่งต่างๆ ได้ แต่เราลืมมือถือออกจากบ้านไม่ได้ครับ

ขนาดรถยนต์ทุกวันนี้ยังเริ่มเปลี่ยนจากการใช้กุญแจทุกรูปแบบ มาเป็นการปลดล็อครถยนต์ผ่านแอปมาสักระยะแล้ว (รถยนต์ Tesla ผมตั้งแต่ใช้มาจะสองปี ผมไม่เคยต้องพกกุญแจอย่าง Keyfob หรือ Card เลยเพราะสั่งเปิดและล็อครถผ่านแอปมือถืออย่างเดียว) หนังสือเล่มนี้จะทำให้เราค่อยๆ เข้าใจว่าโลกเราก้าวเข้าสู่ยุคทุนนิยมแบบสอดแนม Surveillance Capitalism มานานขนาดไหน

เริ่มต้นจากการรุกคืบเข้ามาเก็บ Data ภายในบ้านเรา แต่ทั้งนี้ก็มาจากความยินยอมพร้อมใจของเราด้วยส่วนหนึ่ง ที่อนุญาตให้อุปกรณ์ประเภท Smart Home ทั้งหลายเข้ามาอำนวยความสะดวกภายในบ้าน

ความสะดวกที่แลกมากับความเป็นส่วนตัว

ไม่ว่าจะพวกอุปกรณ์ Thermostat อย่าง Nest ที่เป็นตัวปรับอุณหภูมิภายในบ้านทั้งหลังให้อัตโนมัติ จะให้อุ่นขึ้น เย็นลง โดยที่เราไม่ต้องคอยไปตั้งค่าใดๆ แต่หารู้ไม่ว่าในรายละเอียดสัญญา Term Agreement ที่เราติ๊กยินยอมก่อนจะใช้งานนั้นขอข้อมูลอะไรเราไปบ้าง และจะมีสักกี่คนที่อ่านจนได้รู้ว่าบริษัทเหล่านี้เอาข้อมูลส่วนตัวภายในบ้านเราส่งต่อให้ไปกับใครต่อใครมากมายขนาดไหน

และใจความของหนังสือเล่มนี้ก็จะเป็นการพูดถึงเรื่องนี้ครับ

The Discovery of Behavioral Surplus ข้อมูลพฤติกรรมส่วนตัวของเราที่ถูกนำมาทำเงินต่อ

ภาพนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้ ที่จะบอกว่าห้รู้ว่าทุกการกระทำของผู้ใช้งานอย่างเรา (Users) จะถูกจัดเก็บติดตามการใช้งานทุกอย่างบนแอป หรือบนสินค้า ให้กลายเป็นเป็น​ Behavioral Data แล้วจากนั้นจะถูกนำไปวิเคราะห์ Analytics ทำความเข้าใจเพื่อนำไปปรับปรุงการให้บริการของแอปหรือสินค้าต่างๆ (Service Improvements) เช่น ทำไมหน้าฟีด Facebook, Instagram หรือ TikTok จึงรู้ใจเรามากขึ้นทุกวัน เอาแต่คอนเทนต์ที่เราชอบมาให้เห็นเป็นส่วนใหญ่จนทำให้เราติดโซเชียลมีเดียงอมแงม

นี่คือวงจรแรกของการก้าวเข้าสู่ยุค Digital Economy หรือ Digitalization ในวงจรเล็กๆ ด้านล่างของภาพนี้ แต่ทีนี้ก็เริ่มเกิดมีคนหัวใส เกิดไอเดียขึ้นมาว่า แล้วทำไมเราไม่เอาข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานในแอปหรือสินค้าของเราไปต่อยอดหละ เชื่อว่าน่าจะมีอีกหลายบริษัทแน่ๆ ที่อยากเข้าถึง Behavioral Data เหล่านี้แน่

เริ่มขยับไปดูภาพวงจรด้านบนกันต่อครับ

ที่ภาพตู้เซฟ เปรียบได้กับ Server ที่เอาไว้เก็บ Data อันล้ำค่าของบริษัทต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่านั่นคือสิ่งที่บริษัทเอกชน มหาชน หรือแม้แต่หน่วยงานราชการเก็บข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลพฤติกรรมของเราเอาไปเสมือนเป็นของตัวเอง 100% นำไปเชื่อมโยงจากเศษเพชรเล็กๆ กลายเป็นเพชรเม็ดเป้งมูลค่ามหาศาล แล้วก็ส่งต่อไปยังการวิเคราะห์ตีความในรูปแบบใหม่ๆ เช่น

จากเดิมโซเชียลมีเดียอาจจะรู้แค่ว่า ผม เป็นผู้ชายคนหนึ่ง อายุเท่านี้ปี ชอบโพสมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน โพสอะไรบ้าง ล่าสุดไปเช็คอินที่โครงการบ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง แล้วก็เสิร์จหาข้อมูลเกี่ยวกับบ้านเดี่ยวย่านราชพฤกษ์เมื่อ 10 นาที่ที่ผ่านมา และก็มีการเข้าไปดูข้อมูลยังเว็บไซต์โครงการบ้านจัดสรรต่างๆ

เดิมทีโซเชียลมีเดียอาจจะนำเสนอแค่ฟีดคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับบ้านในระแวกนั้นมาให้ผมเห็นเพิ่มเติม เพื่อดึงให้ผมใช้งานแพลตฟอร์มของเค้านานขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือการที่ข้อมูลผมจากช่องทางต่างๆ ถูกเอามาเชื่อมโยงเพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น ในขั้นตอนที่เรียกว่า The New Mean of Production ตามภาพ จากนั้นก็นำไปสู่การ Prediction Products หรือคาดการณ์ว่าผมน่าจะกำลังสนใจอยากได้อะไรอยู่ในเวลานี้

ซึ่งดูจาก Behavioral Data ของผมแล้วน่าจะกำลังสนใจบ้านเดี่ยวในย่านราชพฤกษ์อยู่แน่นอน จากการคาดการณ์นี้ก็นำไปสู่ตลาดซื้อขายพฤติกรรมของลูกค้าในอนาคต ที่เรียกว่า Market in Future Behavior

และจากทั้งหมดที่กล่าวมาก็นำไปสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ที่เป็นหัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้ นั่นก็คือ Surveillance Revenues รายได้จากการสอดแนม แอบส่อง เอาดาต้าเราไปขายนั่นเองครับ ซึ่งหลังจากขายออกไปได้ก็จะเกิดสองสิ่ง สิ่งคือแรก Profits กำไรที่เป็นเม็ดเงินแบบตรงไปตรงมา แต่ที่หนักกว่าคือกำไรส่วนที่สอง ที่กลายเป็นดาต้าป้อนกลับไปยังวงจร Rendered Behavior ทำให้การวิเคราะห์พฤติกรรมหรือสิ่งที่เราคิดอยู่นั้นแม่นยำยิ่งขึ้น

และนี่ก็คือวงจร Ecosystem ของ The Age of Surveillance Capitalism ทุนนิยมสอดแนมของธุรกิจยุคใหม่ ที่ทุกวันนี้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยี ที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของ Digital Liftstyle เราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ได้ก็ต่อเมื่อยอมย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบ 20 ปีก่อน ก่อนยุคปี 2000 ยุคที่อินเทอร์เน็ตจะเข้าถึงทุกบ้าน ยุคที่เราทุกคนยังคงหาข้อมูลผ่านสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองครับ

พอทุกวันนี้อะไรๆ ก็กลายเป็นดาต้าไปเสียทั้งหมด ทำให้การจะประเมินเราในแง่มุมต่างๆ นั้นเป็นไปได้มากกว่าที่คิด อย่างบริษัทประกันเองก็เริ่มพิจารณาว่าจะรับทำประกันให้เราหรือไม่จาก Digital Behavior Data ที่มาจากการเข้าเว็บ การใช้แอป หรือการใช้งานมือถือของเราได้

From Commondization สู่ Digitization

มันคือการเปลี่ยนผ่านจากยุค Commondization ที่เน้นการทำให้แมสที่สุด ผลิตให้มากที่สุดเพื่อลดต้นทุน มาสู่ Digitization ที่สามารถทำให้สินค้าหรือบริการตัวเองแมสได้ทันทีโดยไม่มีต้นทุนใดๆ เพิ่ม สมัยก่อนการจะทำเพลงขาย ถ้าอยากขายได้มากๆ ก็ต้องผลิตจำนวนมากๆ ไปวางตามร้านขายเทปต่างๆ ให้พร้อมจำหน่ายเมื่อทำโฆษณาออกไป

มาวันนี้เราไม่ต้องผลิตเทปหรือซีดีใดๆ เตรียมไว้ แค่ทำเป็นไฟล์ให้พร้อมโหลดเท่านั้น จากนั้นเมื่อทำการตลาดออกไปแล้วคนมากมายอยากได้ ก็แค่เข้ามากดดาวน์โหลด จ่ายเงิน ไฟล์เดียวสามารถส่งให้คนนับล้านได้โดยไม่มีต้นทุนเพิ่มสักบาท

จาก Individual สู่ Personalization

เดิมทีผู้บริโภคจะเน้นการครอบครองเป็นหลัก มีเทปเยอะๆ มีซีดีเยอะๆ มีแผ่น DVD เยอะๆ มีตลับเกมเยอะๆ นั่นก็คือ Individualization ของฉันคนเดียวเท่านั้น มาสู่การเน้นประสบการณ์แบบ Personalization สินค้าไม่ได้มีไว้ครอบครอง แต่มีไว้เพื่อให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดกับเราเท่านั้นพอ

อย่างแอปฟังเพลง Spotify เองก็มีโลโก้หน้าแอปเหมือนกัน แต่พอเปิดเข้าแอปไปใช้งานนั้นจะมีเพลงแนะนำแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ Behavior Data ที่เราป้อนเข้าไปให้โปรแกรมมันเรียนรู้ จากนั้นระบบมันก็จะไปคิดวิเคราะห์คำนวนต่อว่าจะคนๆ นี้น่าจะชอบอะไร อยากฟังเพลงแบบไหน นำมาสู่การให้ประสบการณ์ในแอปแบบ Personalization

ก็เพื่อทำให้เราใช้งานมันมากขึ้น นานขึ้น ทั้งหมดก็เพื่อนำไปสู่การที่เราจะป้อน Behavior Data ข้อมูลพฤติกรรมให้มันเอาไปเก็บวิเคราะห์และขายได้กำไรเยอะขึ้นเรื่อยๆ

Attention Economy อาวุธหลักของโซเชียลมีเดีย Look at me Generation

คนยุคก่อนอาจมองว่าคนสมัยนี้ชอบทำอะไรแผลงๆ โพสอะไรแปลกๆ เพื่อเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือจำนวนผู้ติดตาม นั่นก็เพราะว่าระบบของโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะ Facebook, Instagram, Twitter หรือ TikTok เองก็จะเน้นการแสดงผลคอนเทนต์ที่มีคนดูเยอะๆ ดูนานๆ ดูจนจบ ไปจนถึงคอนเทนต์ที่มีคนกดไลก์ กดแชร์ หรือคอมเมนต์มากๆ

และยิ่งมีคนสนใจมากก็ยิ่งเปิดโอกาสให้เจ้าของโพสนั้นมีคนกดติดตามเพิ่มขึ้น และเจ้าจำนวนผู้ติดตามนี้เองที่เป็นเป้าหมายของนักการตลาดยุคใหม่ มันสามารถวัดผลได้ว่าคอนเทนต์นั้นน่าสนใจหรือไม่ ซึ่งนำมาสู่การจ้างงานว่าควรใช้ Influencer คนไหนโพส แทนที่จะเอาเงินไปลงกับสื่อแมสๆ ใหญ่ๆ แบบเดิม

ฉะนั้นเราจะโทษคนรุ่นใหม่ไม่ได้ว่าติดโซเชียลมีเดียกันเหลือเกิน เพราะคนรุ่นก่อนแบบเราๆ เองก็ติดไม่แพ้พวกเขาแล้วในวันนี้ ต้องบอกเลยว่าโซเชียลมีเดียคือตัวแปรแรก และตัวแปรหลักของการก่อให้เกิด The Age of Surveillance Capitalism ในทุกวันนี้ เพราะจากข้อมูล Engagement Data ที่เกิดขึ้นว่าเราสนใจอะไร มันสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อยอดทำความเข้าใจว่าเรากำลังสนใจหรืออยากได้อะไรไม่รู้จบ

พอเป็นเรื่องเงินก็ยากจะห้ามได้ คนเล่นโซเชียลมีเดียก็อยากให้คนสนใจ เลยนำมาสู่คอนเทนต์เพื่อเรียกความสนใจในรูปแบบต่างๆ บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มเองก็อยากได้ดาต้าจากเราไปขายต่อให้กับนักการตลาด มันเลยกลายเป็นวงจรกึ่งอุบาทว์ คนอยากได้ความสนใจ บริษัทอยากได้ดาต้า นักการตลาดอยากเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ถ้าเรายกเลิกปุ่ม Engagement ทั้งหลายไปคงน่าสนใจว่าโลกจะกลายเป็นแบบไหนเหมือนกัน

เปิดให้ใช้อีเมลฟรี แต่ขอแอบอ่านเนื้อหาในอีเมลหน่อยนะ

หนังสือเล่มนี้กล่าวว่าอย่างบริการฟรีอีเมลของ Gmail เองที่เป็นรายแรกที่กล้าเปิดอีเมลฟรีที่มีความจุมากถึง 1,000 MB ในวันแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน ในวันนั้นอีเมลฟรีเองมีพื้นที่ให้อย่างมากก็ 5 หรือ 25 MB เท่านั้น ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมาใช้ Gmail อย่างถล่มทลาย และเบื้องหลังของอีเมลที่ให้ใช้ฟรีเบื้องหลังก็มีเหตุผลเบื้องหลังคือการขอแอบอ่านเนื้อหาในอีเมลเราสักหน่อย

อ่านเพื่อจะได้เอาไปวิเคราะห์ต่อว่าเราน่าจะกำลังคิดอะไรอยู่ กำลังต้องการอะไรบ้าง และก็เอานำเสนอขายต่อนักการตลาดว่า คุณอยากได้คนที่กำลังมีลูกใช่มั้ย เรารู้ว่าน่าจะมีใครบ้างเพราะเราอ่านในอีเมลพวกเขาหมดแล้วว่าใครที่ไปสมัครอีเมลรับข่าวที่มีเนื้อหาการเตรียมพร้อมมีลูกอยู่ในเวลานี้ ถ้าอยากได้ก็มาจ่ายเงินลงโฆษณากับเราซิ เรามี Segment มากมายรอให้คุณมาช้อปปิ้ง

หรือถ้าคุณอยากขายประกันรถยนต์เราก็มีกลุ่มคนที่กำลังสนใจรถยนต์อยู่ไม่น้อยเลย ถ้าถามว่าเรารู้ได้อย่างไรหนะหรอ ง่ายมาก! เราแค่เปิดให้พวกเขามาสมัครอีเมลฟรีเพื่อแลกกับการขอแอบอ่านเนื้อหาในอีเมลที่ถูกส่งไปมาสักหน่อย เพียงเท่านี้เราก็มี Behavior Data มากมายที่สามารถนำไปขายซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ไม่รู้จบ

แล้วไหนจะ Search Engine ของ Google อีกหละที่คนทั่วโลกใช้กันเป็นอันดับ 1 แบบทิ้งขาดเบอร์สองชนิดไม่เห็นฝุ่น จากเครื่องมือการเสิร์จหาข้อมูลที่ฟรีและแม่นยำมากๆ ส่งผลให้ผู้คนทั่วโลกล้วนติดการใช้งาน Google กันทั้งนั้น และนั่นก็ทำให้ Google ได้ Behavior Data มากมายตามมา

แรกเริ่มเดิมที Search Engine ของ Google ให้ใช้ฟรีแบบ 100% แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะเริ่มมีทีมงานคนหนึ่งหัวใสเกิดไอเดียว่า ทำไมเราไม่เอาข้อมูลการเสิร์จหาของผู้ใช้งานไปขายต่อให้นักการตลาดหรือคนที่สนใจซื้อหละ

เลยเกิดเป็นธุรกิจ Adwords หรือการขายโฆษณาจากคำค้นหาขึ้นมาเป็นครั้งแรกในปี 2004 ซึ่งสิ่งนี้สามารถทำเงินให้ Google ได้มากถึงวันละ 1 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่วันแรกเลยทีเดียว

พึงจำไว้ให้ขึ้นใจว่า เวลาใครบอกว่าโหลดฟรี ใช้ฟรี ฟังฟรี เล่นฟรี จริงๆ ไม่มีอะไรฟรีบนโลกนี้ทั้งนั้น เราล้วนต้องจ่ายด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และส่วนใหญ่สิ่งที่เราจ่ายไปมักไม่ใช่ตัวเงิน แต่สิ่งนั้นกลับทวีมูลค่าสูงกว่าตัวเงินมากขึ้นทุกวัน

และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ Search Engine เองแค่ปรับผลลัพธ์ให้แม่นยำขึ้น 0.1% ก็สามารถทำให้ Google กำไรมากขึ้นถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์ ถ้าย้อนภาพกลับไปสักหน่อย สมัยก่อนบริษัทอย่าง Ford ถ้าอยากกำไรมากขึ้นต้องผลิตให้เยอะขึ้น แต่สมัยนี้บริษัทอย่าง Google ถ้าอยากกำไรดีขึ้นก็รีดเค้นจากดาต้าออกมาให้ได้ Insight มากกว่าเดิม

นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไม Facebook ถึงทุ่มลงทุนซื้อแอปแชทยอดนิยมอย่าง WhatsApp สูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ ก็เพราะว่า Facebook อยากได้ Behavior Data ใหม่ๆ ที่ตัวเองไม่มี รู้ว่าการจะปั้น Messenger ให้กลายเป็นแอปแชทยอดนิยมนั้นยากไป สู้ซื้อเบอร์หนึ่งของโลกมาเลยดีกว่า แล้วก็เอาดาต้าของผู้ใช้งานมาประกอบกัน ส่งผลให้ Facebook นั้นเข้าใจความคิด ความต้องการผู้คนเพิ่มขึ้นมหาศาล

วันนี้การซื้อธุรกิจไม่ใช่แค่การ Accquire Business แต่เป็นการ Accquire Data เป็นหลักครับ

แอปที่คุณใช้ฟรี บางทีคุณต้องจ่ายด้วยดาต้าที่ Privacy มากๆ

รู้หรือไม่ว่าบรรดาแอปต่างๆ ที่ให้เราโหลดใช้ฟรี แล้วเราก็มักมีติดเครื่องมือถือกันมากมาย พึงรู้และระวังไว้ว่าคำว่าฟรีไม่มีอยู่จริง เพราะบริษัทเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนในการทำธุรกิจอยู่เสมอ และพวกเขาก็แสวงหาผลกำไรสูงสุดทั้งนั้น

ดังนั้นคำถามสำคัญคือ แล้วพวกเขาหารายได้จากไหนหละ ? บรรดาแอปที่ให้เราโหลดใช้ฟรีต่างๆ เลยขายดาต้าข้อมูลผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลโปรไฟล์ที่เราสมัครใช้งานครั้งแรก ข้อมูล Location ที่อยู่ทันทีที่เราเปิดแอปเหล่านั้น ไปจนถึงการขอแอบเปิดไมค์มือถือฟังเสียงว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เรากำลังคุยเรื่องอะไร หรือแม้แต่การส่งเสียงที่มนุษย์ด้วยกันไม่ได้ยิน แต่เจ้ามือถือเรากลับได้ยิน เพื่อยืนยันว่าเรากำลังเดินอยู่ตรงนั้นจริงๆ และก็มีการเดินผ่านไปตรงไหนอีกบ้าง

คำแนะนำจากนี้ไป ระวังการโหลดแอปฟรีที่ไม่จำเป็น เพราะคุณกำลังจ่ายด้วยความเป็นส่วนตัว หรือจะเรียกว่า Privacy Purchase ก็ว่าได้

อนาคตโฆษณาที่แม่นยำอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องตั้งค่าโฆษณาใดๆ เลย

เมื่อระบบมี Behavior Data เรามากพอจนสามารถเรียนรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองได้อัตโนมัติ ทำให้การจะยิงโฆษณาออกไปหากลุ่มเป้าหมายนั้นเป็นเรื่องง่ายแบบไม่ต้องตั้งค่าใดๆ อีกต่อไป จากเดิมเราต้องไปเรียนการยิงแอดโฆษณาแพลตฟอร์มต่างๆ รู้การตั้งค่า รู้การเลือกกลุ่มเป้าหมาย ใครเลือกได้ดีกว่าก็มีโอกาสทำกำไรได้มากว่า แต่วันนี้ทุกอย่างนั้นเปลี่ยนไปแล้ว

ระบบโฆษณาของ Facebook เองก็บอกว่านักการตลาดไม่จำเป็นต้องเลือกอะไรทั้งนั้น แค่เข้ามาอัปโหลดชิ้นงานที่จะทำโฆษณาสักหน่อย แล้วก็ใส่งบการตลาดที่พร้อมจ่ายออกไป ที่เหลือระบบจะทำงานให้เองอัตโนมัติ ตั้งแต่การหากลุ่มเป้าหมายที่น่าจะอยากได้สินค้าหรือบริการที่เรามี กำหนด Objective ให้อัตโนมัติว่าควรยิงโฆษณาแบบไหน ไปจนถึงกำหนดช่องทางที่จะส่งให้คนเห็น ว่าควรเป็นอะไรบ้าง

ทั้งหมดนี้มันมาจากการที่ AI ฉลาดพอจะเรียนรู้ได้ว่าโฆษณาชิ้นนี้คืออะไร ใครบ้างที่น่าจะสนใจ ควรปรับแต่งเนื้อหาในโฆษณาอย่างไรบ้าง ปรับรูปไหม ปรับคำไหม ปรับครีเอทีฟไหม ความสะดวกสบายของนักการตลาดมาจากเม็ดเงินที่นักการตลาดยอมจ่ายให้แพลตฟอร์มต่างๆ ในแต่ละปี และนั่นก็ทำให้แพลตฟอร์มยิ่งพยายามเก็บข้อมูลจากผู้ใช้งานอย่างเราๆ เพื่อเอาไปเรียนรู้ให้โฆษณามีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยใช้ความพยายามของนักการตลาดให้น้อยที่สุด มันคือ Ecosystem ของ Survillance Economy ที่แท้จริง

Privacy จะไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป

แน่นอนว่าโลกเรากำลังตื่นตัวไปจนถึงตื่นกลัวกับเรื่องนี้อยู่ แม้หลายบริษัทจะออกมาประกาศว่าข้อมูลส่วนบุคคุลของเรา หรือ Personal Data นั้นได้รับการปกป้องเข้ารหัสเป็นอย่างดี จนถึงทำให้เป็นไร้ตัวตน หรือที่เรียกว่า Anonymous Data แต่หารู้ไม่ว่าต่อให้ไม่รู้ว่าเจ้าของข้อมูลเป็นใคร แต่ถ้าเราแค่เอาข้อมูลที่มีไปฟิวเตอร์กรองสักหน่อยก็จะสามารถสืบหาเจ้าของข้อมูลนั้นได้ไม่ยาก

สมมติว่าข้อมูลนั้นระบุแค่ว่า เป็นผู้ชายคนหนึ่ง อายุ 38 ปี อยู่แถวบางแค ข้อมูลแค่นี้ก็สามารถทำให้สโขปได้เหลือไม่กี่คนแล้ว แล้วยิ่งถ้ามีการระบุเพิ่มเติมถึงประเภทรถที่ขับ รายได้ หรือประเภทบ้านที่อยู่อาศัย ยิ่งทำให้รู้ได้ไม่ยากว่าเจ้าของข้อมูลที่ว่า Anonymous นั้นเป็นใคร

เพราะ Data นั้นยิ่งถูกนำมาเชื่อมโยงกันมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งคลี่คลายให้ Insight มากขึ้นเท่านั้น

Google Street View เครื่องมือ Web Craving ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลายเป็น Data ของ Google

ต้องบอกว่าการใช้ชีวิตมนุษย์ยุคเรานั้นสบายขึ้นมาก ตั้งแต่มี Google Maps และ Google Street View มา การจะเดินทางไปยังที่ไหนบนโลกโดยเฉพาะตามเมืองต่างๆ นั้นเป็นเรื่องง่ายแบบสุดๆ เราแทบจะมีสัดส่วนการหลงทางน้อยลงกว่าเดิมมาก เราสามารถเดินตามแมปไปได้ทุกที่ที่มีถนนสบายๆ

นั่นก็เพราะ Google เองได้เอารถมาวิ่งเพื่อเก็บข้อมูลตามถนนต่างๆ ให้เราสามารถนำไปใช้งานต่อได้แบบฟรีๆ สำหรับบุคคลทั่วไป แต่ถ้าสำหรับองค์กรถ้าต้องการนำดาต้านี้ไปใช้ก็สามารถติดต่อขอซื้อได้ครับ

แต่ในอีกมุมหนึ่งนั่นหมายความว่าบรรดารถยนต์ของ Google Street View ที่กำลังวิ่งอยู่ทั่วโลกตอนนี้ก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจาก Web Craving ในยุคแรกของ Google Search Engine ที่วิ่งออกไปเก็บข้อมูลตามหน้าเว็บต่างๆ ทั่วโลกเพื่อเอามาจัดหมวดหมู่ให้ถูกค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น

แต่รถยนต์ของ Google Street View ในวันนี้ก็เปรียบได้กับ World Craving ที่แท้จริง เพราะมันกำลังวิ่งเก็บเกี่ยวข้อมูลต่างๆ จากท้องถนน บ้านเรือน ตึกรามบ้านช่อง รถยนต์คันข้างๆ ไปจนถึงคนเดินถนนจำนวนมาก ยังไม่นับป้ายโฆษณาต่างๆ ทำให้ Google กลายเป็นเจ้าของข้อมูลดังกล่าวโดยอัตโนมัติ เพราะข้อมูลเหล่านี้ล้วนถูกตีความว่าเป็นสาธารณะ ใครๆ ก็เข้าถึงได้ผ่านการเดินมอง หรือถ่ายรูป แต่ไม่เคยมีใครคิดจะเก็บมันจริงจังแบบ Google มาก่อน

คิดภาพตามผมไปอีกนิดนะครับว่า ถ้าอีกหน่อยรถยนต์ที่ขับเคลื่อนเองได้อัตโนมัติ 100% อย่าง Anonymous Car สามารถวิ่งใช้งานบนท้องถนนได้อย่างปลอดภัยและถูกกฏหมาย Google จะปล่อยรถเหล่านี้ออกไปวิ่งเก็บข้อมูลเพื่ออัปเดท Offline Data มากขนาดไหน แน่นอนว่าข้อมูล Google Street View จะใหม่ขึ้นทุกวัน และนั่นก็ยิ่งทำให้ Google กลายเป็นเจ้าพ่อ Offline Data อย่างปฏิเสธไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ยกเว้นว่าจะมีใครเอา Anonymous Car วิ่งเก็บข้อมูลได้มากกว่า Google

Precision ID รหัสใน Device ทำลายความ Privacy อย่างสิ้นเชิง

เดิมทีการจะระบุตัวตนได้ล้วนต้องใช้ ID อะไรสักอย่าง อย่างถ้าเป็นภาครัฐก็จะใช้ ID หมายเลขบัตรประชาชน ถ้าเป็นภาคเอกชนทั่วไปก็จะใช้ Customer ID รหัสลูกค้าเพื่อทำให้รู้ว่ารหัสนี้มีการซื้อสินค้าอะไร ที่ไหนบ้าง จากนั้นก็มีไอดีสำหรับโลกออนไลน์อย่าง Cooke ID เกิดขึ้นมา ไม่ต้องสมัครอะไรให้ยุ่งยาก แค่เข้ามาใช้งานเว็บก็รู้แล้วว่าเข้ามาจากอุปกรณ์ตัวไหน

แต่ที่ Advance ไปกว่านั้นคือ Precision ID ที่ผมเพิ่งรู้จักผ่านหนังสือเล่มนี้ มันคือรหัสมากับอุปกรณ์ทุกชิ้น Device ทุกเครื่อง เช่นโทรศัพท์มือถือของเรา ทำให้เครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือรู้ว่ามือถือเครื่องนี้มีประวัติการใช้งาน การเข้าเว็บ การเล่นเน็ตอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ต่อให้ไม่รู้ว่าเจ้าของเครื่องเป็นใคร (แต่สุดท้ายก็ต้องลงทะเบียนเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของเบอร์อยู่ดี) ก็สามารถคาดการณ์ได้ไม่ยากว่าจากพฤติกรรมการใช้งานโทรศัพท์มือถือแบบนี้ เจ้าของน่าจะกำลังต้องการอะไร หรือแม้แต่สาวย้อนกลับไปว่าเจ้าของเครื่องเป็นใครก็ทำได้สบายๆ ด้วยซ้ำ

จะกู้หรอ ขอดูมือถือหน่อย

บางบริษัทสินเชื่อยุคใหม่หรือที่เรียกว่า Digital Lending ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยวันนี้ ต่างก็ไม่ต้องอาศัยข้อมูลการเงินก่อนจะปล่อยกู้แต่อย่างไร แต่อาศัยการขอดูประวัติการใช้มือถือสักหน่อย เพียงเท่านี้ก็สามารถเข้ามาคำนวน Credit Scoring ว่าควรปล่อยให้คนนี้กู้หรือไม่ หรือควรปล่อยให้กู้มากน้อยเท่าไหร่ ไปจนถึงสัดส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่างกัน

เพราะจาก Big Data การใช้งานโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก เมื่อเอาไปเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการกู้เงินและจ่ายเงินกู้คืนของลูกหนี้ทั้งหลาย ก็ทำให้สามารถวิเคราะห์จนเห็น Pattern ได้ไม่ยากว่าคนที่มีนิสัยชอบเบี้ยวหนี้นั้นมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง เช่น มีแอปแบบไหนบ้างในโทรศัพท์ หรือชอบใช้โทรศัพท์จนแบตหมดแล้วค่อยชาร์จหรือไม่

Datafication การทำทุกสิ่งให้กลายเป็นดาต้า

เมื่อเรารู้แล้วว่า Data Driven Everything ดาต้าคือหัวใจสำคัญของทุกอย่างจากนี้ไป แต่ปัญหาคือเราไม่ได้มีดาต้าทุกอย่าง และไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็นดาต้าที่สามารถใช้งานได้ เช่น รูปภาพ ถ้าไม่จัดหมวดหมู่ด้วยตัวเองว่านี่คือภาพอะไรบ้าง ก็ยากจะนำไปใช้งานได้

ส่งผลให้เกิดสิ่งใหม่ที่เรียกว่า Datafication หรือการทำทุกสิ่งให้กลายเป็นดาต้ามากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีของ AI และ Sensor ต่างๆ ทำให้การเก็บดาต้าจากโลกออฟไลน์เป็นเรื่องง่าย หรือการเปลี่ยนข้อมูลที่ยากจะนำไปใช้งานได้ทันทีอย่างรูปภาพ เสียง คลิปวิดีโอ และอื่นๆ กลายเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้ไม่ยาก

จะว่าไปเรื่องนี้ก็เหมือนกับ Google Street View ที่ Google พยายามเก็บข้อมูลบนโลกจริงด้วยการปล่อยรถออกไปวิ่ง แล้วก็เอาข้อมูลดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับ Google Maps อีกที เพื่อทำความจัดเก็บดาต้าโลกทั้งใบและก็นำไปขายต่ออีกทีหนึ่ง

ถ้าไม่ผ่อนค่างวดรถยนต์ตรงเวลา คุณอาจสตาร์ทรถไม่ได้อีกต่อไป

Photo: https://innovationatwork.ieee.org/autonomous-vehicles-for-today-and-for-the-future/

เมื่ออะไรๆ ก็กลายเป็นดาต้า สามารถถูกควบคุมสั่งการได้ด้วยชุดโค้ดคอมพิวเตอร์ง่ายๆ ไม่กี่บรรทัด ย่อมส่งผลให้แม้แต่รถยนต์ของเราก็ต้องทำงานตามชุดคำสั่งของโปรแกรมดังกล่าว จนทำให้บริษัทรถยนต์อาจสั่งระงับไม่ให้รถยนต์ของคุณวิ่งใช้งานได้ ถ้าคุณไม่ยอมผ่อนค่างวดรถยนต์ให้ตรงเวลา

อย่างศูนย์ Tesla เองก็จะมีรถสำรองให้ใช้ระหว่างซ่อม แต่รถยนต์คันนั้นถูกล็อคจำกัดความเร็วว่าให้วิ่งได้ไม่เกินที่กำหนดไว้ (จำไม่ได้ว่า 90 หรือ 110) ลองคิดภาพว่าถ้าบริษัทรถยนต์อาจจะเริ่มจากถ้าไม่จ่ายค่างวดเดือนแรกอาจถูกปรับความเร็วรถยนต์ลงให้เหลือแค่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้นถ้าเดือนที่สองยังไม่จ่ายอาจถูกลดความเร็วเหลือแค่ 40 และบวกกับเปิดแอร์หรือฟังเพลงไม่ได้ จนสุดท้ายเดือนที่สามอาจนำไปสู่การสตาร์ทรถยนต์ขับใช้งานไม่ได้

หรือที่หนักไปกว่านั้นคือบริษัทรถยนต์สั่งให้รถยนต์วิ่งกลับมาที่ศูนย์เอง ก็ในเมื่อรถยนต์สามารถวิ่งด้วยตัวเองได้แบ Anonymous Car แล้วทำไมเจ้าของบริษัทรถยนต์ที่เราซื้อมาจะไม่สามารถสั่งการควบคุมมันได้หละ

จาก Data ของรถยนต์เองก็ก่อให้เกิดบริษัทที่รับทำประกันรถยนต์ที่คิดค่าเบี้ยประกันจากดาต้า

บริษัทนั้นมีชื่อว่า On Star Go แต่เอาเข้าจริงแล้วรถยนต์ไฟฟ้า Tesla เองก็ทำเรื่องนี้มานานแล้ว ลองเสิร์จคำว่า Tesla Insurance ดูแล้วจะพบว่าที่ฝั่งอเมริกานั้นเจ้าของรถยนต์ Tesla สามารถทำประกันตรงกับ Tesla โดยจ่ายค่าเบี้ยผ่านมือถือเป็นรายเดือน

เดือนไหนขับรถดี ไม่ค่อยแซงปาดหน้า คับจ่อชาวบ้าน หรือไม่ค่อยเหยียบเร่งกระโชกโฮกฮาก ก็จะเสียค่าเบี้ยต่ำกว่าปกติ แต่ถ้าเดือนไหนขับรถไม่ดีก็เตรียมจ่ายสูงกว่าคนที่ขับดีถึงสองเท่าได้เลย

Data ในหุ่นยนต์ดูดฝุ่น

แม้แต่อุปกรณ์อย่างหุ่นยนต์ดูดฝุ่นถูกพื้นที่มักจะกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปในบ้านคนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ ก็เป็นอุปกรณ์เก็บดาต้าภายในบ้านชั้นดี มันรู้ได้ว่าบ้านเรากี่ตารางเมตร แต่ละชั้นของบ้านเรามีกี่ห้อง ห้องไหนมีเฟอร์นิเจอร์อะไรบ้าง บ้านเราเลี้ยงสัตว์หรือเปล่า ข้อมูลทั้งหมดนี้เคยกลายเป็นข่าวว่าบริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแอบนำดาต้าไปขายหรือส่งต่อให้ Partner โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของบ้าน

Sleep IQ เมื่อบริษัทที่นอนเริ่มเก็บข้อมูลการนอนของเรา

สมัยนี้การนอนให้หลับลึก หลับนาน หลับได้คุณภาพ กลายเป็นเรื่องที่ใหญ่และสำคัญมากๆ ของคนเมืองทุกวันนี้ บริษัทผู้ผลิตที่นอนเองก็เลยทำการใส่เทคโนโลยีเข้าไปในที่นอนอีกทีหนึ่ง ทำให้เราสามารถติดตามพฤติกรรมการนอนเราได้ง่าย ว่าตกลงในแต่ละคืนเรานอนได้ดีพอหรือไม่ หรือเราจะต้องปรับบรรยากาศในห้องนั้นอย่างไรให้เรานอนได้ดีกว่านี้

ที่นอนอาจเชื่อมโยงกับระบบปรับอากาศภายในบ้าน ดูแลทั้งอุณหภูมิและความชื้นให้ อาจไปจนถึงเชื่อมโยงกับระบบลำโพงภายในห้องนอน ด้วยการเปิดเสียงประเภท White Noise ที่ช่วยทำให้เราหลับได้ดีขึ้นในบางจุด

ไม่รู้ว่านอกจากข้อมูลการนอนที่บริษัทที่นอนมีแล้ว จะเก็บข้อมูลการประกอบกิจกรรมทางเพศไปด้วยหรือเปล่า ก็ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นบนที่นอน ดังนั้นถ้าดูจากการขยับ แรงกด ก็บอกตรงๆ ว่าไม่ยากที่จะรู้ได้ครับ

Smart Toys ของเล่นอัจฉริยะลูกคุณ อาจกำลังแอบเก็บข้อมูลภายในบ้านคุณ ผ่านการหลอกล่อถามลูกน้อยคุณก็ได้

ของเล่นอัจฉริยะหรือ Smart Toys วันนี้กลายเป็นสิ่งที่พ่อแม่ยุคใหม่ Millennial Parents ล้วนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่คุณอาจไม่รู้ว่ามีบริษัทผู้ผลิตของเล่นชนิดนี้บางรายอย่าง Genesis Toys ที่ทำตุ๊กตาอัจฉริยะพ่วงกับแอปในมือถือ ที่แอบเก็บข้อมูลในบ้านเด็ก และก็ยังหลอกหล่อด้วยการถามคำถามที่ดูเหมือนจะช่วยฝึกสติปัญญา แต่ที่จริงแล้วกำลังหลอกล่อให้เด็กตอบบ้านในบ้านเขาเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตแบบไหน พ่อแม่เป็นใคร ทำงานอะไร แบบนี้เป็นต้น

Sentiment Analysis การวิเคราะห์อารมณ์ให้กลายเป็น Emotional Data

การจะวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกเดิมทีเป็นเรื่องยาก ต้องใช้บุคคลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมากๆ แต่วันนี้นั้นง่ายกว่าเดิมมาก แค่ใช้ AI ก็สามารถวิเคราะห์อารมณ์ผ่านภาพจากกล้องวิดีโอได้ง่ายๆ เมื่อดูจากสายตา สีหน้า น้ำเสียง ก็ทำให้รู้ได้ไม่ยากว่าคนนั้นกำลังรู้สึกแบบไหนอยู่

มีบริษัทที่ชื่อว่า Realeyes ที่สร้างโปรเจค SEWA ที่เป็น Automatic Sentiment Analysis in the Wild มันคือการวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของคนจริงๆ ที่ได้เห็นคลิปวิดีโอต่างๆ เพื่อนำไปวิเคราะห์ประเมินว่าคนนั้นน่าจะชอบวิดีโอแบบไหน ควรส่งวิดีโอโฆษณาแบบใดไปให้ หรือแม้แต่ไม่ควรทำการตลาดแบบไหนออกไป

ลองคิดภาพการต่อยอดเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับโลกออฟไลน์ในกลุ่มธุรกิจ Retial กันนะครับ ถ้ากล้องในร้านค้าต่างๆ ถูกนำมาช่วยให้พนักงานขายรู้ว่าเราอยู่ในอารมณ์แบบไหน ชอบ ไม่ชอบ เบื่อ สนุก จากนั้น AI ก็จะส่งข้อความอาจจะผ่านหูฟังเล็กๆ ที่พนักงานทุกคนต้องใส่เวลาทำงาน กระซิบบอกให้พนักงานรู้ว่าจังหวะไหนควรขาย จังหวะไหนควรกระตุ้น จังหวะไหนควรหยุด หรือจังหวะไหนควรเปลี่ยนเรื่องคุย

Facebook ธุรกิจที่เติบโตได้ดีเพราะ Data

ต้องบอกว่า Facebook เป็นผู้แทบจะปฏิวัติวงการทำธุรกิจใหม่หมดจรด เพราะเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่รายที่ทำธุรกิจให้ยิ่งใหญ่และมีกำไรดีด้วยการใช้ Data ล้วนๆ

ทุก Likes ของเรากลายเป็น Data ที่นำไปวิเคราะห์พฤติกรรมว่ากำลังคิดอะไร ต้องการแบบไหน หรือแม้แต่คาดการณ์ได้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่จากแค่การกด Likes ของคอนเทนต์ต่างๆ

Facebook เองเคยทำ Experiment ทดสอบว่าสามารถชี้นำอารมณ์ของผู้ใช้งานด้วยการปรับหน้าฟีดการแสดงผลหรือไม่ (ทำได้ครับ) และก็เคยทำการทดลองว่าถ้าปรับการแสดงผลสักหน่อยจะสามารถกระตุ้นให้คนออกไปเลือกตั้งได้มากขึ้นหรือเปล่า

ดังนั้น Facebook จึงรู้ได้ชัดเจนว่าแต่ละวันเราที่เป็นผู้ใช้งานนั้นรู้สึกอย่างไร ควรจะกระตุ้นเราด้วยโฆษณาของสินค้าแบบไหน จึงจะทำกำไรให้ Facebook มากที่สุด

ฉะนั้นคำถามสำคัญนับจากนี้ไป การตัดสินใจซื้ออะไรสักอย่างของเรา การตัดสินใจโพสอะไรสักอย่างของเรา นั้นมาจากตัวเราคิดเองตัดสินใจเองจริงๆ หรือเรากำลังถูกกระตุ้นให้ตัดสินใจโดย Algorithm โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า

Social Credit ในจีน และ Sesame Credit ของ Alibaba

Photo: https://saigoneer.com/asia-news/12702-is-china%E2%80%99s-social-credit-system-a-black-mirror-dystopian-scenario

คุณเป็นคนที่ดีหรือไม่ แค่ดูจากดาต้าก็บอกได้ เพราะขนาดการจะให้กู้เงินยังดูจากดาต้าการใช้งานมือถือได้ แล้วทำไมการจะประเมินว่าใครสักคนเป็นพลเมืองของประเทศที่ดีหรือไม่ จะใช้ดาต้าเข้ามาช่วยไม่ได้หละ

ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจเท่านั้นที่รู้จักใช้ดาต้าเราให้เป็น แต่ภาครัฐบาลนั้นก็ใช้ดาต้าเราเก่งเช่นกัน ที่ประเทศจีนจึงได้มีการประกาศใช้ Social Credit ในการประเมินพลเมืองในประเทศว่าปฏิบัติตามกฏหมายหรือไม่ หรือมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นหรือเปล่า จากกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ทั่วเมืองทำให้รู้ได้ไม่ยากว่ามีใครเดินข้ามถนนนอกทางม้าลายบ้าง ใครขับรถผิดกฏจราจรบ้าง หรือใครที่มีพฤติกรรมชอบช่วยเหลือคนอื่น

จากทั้งหมดที่พูดมากถูกนำไปประเมินเป็น Social Credit ของรัฐบาลจีน ที่จะส่งผลต่อสวัสดิการที่จะได้รับ การเข้าถึงเงินกู้ การเข้าถึงการเดินทางที่สะดวกสบายขึ้นด้วยขนส่งมวลชนต่างๆ ดังนั้นเวลาใครถามว่าทำดีแล้วได้อะไร ตอนนี้ได้ชัดๆ เพราะมีกล้องและ AI คอยจับตราสอดส่องสอดแนมเราอยู่ทุกที่ 24 ชั่วโมงทุกวันแบบไม่หยุดพักครับ

Alibaba เองก็มีการสร้างการประเมินของตัวเองที่ชื่อว่า Sesame Score ด้วยความยิ่งใหญ่ของแพลตฟอร์มทั้งหลายที่ Alibaba เป็นเจ้าของ ทำให้พวกเขามีดาต้ามากมายที่เอาไปใช้ประเมินต่อได้ว่าควรให้คนไหนกู้บ้าง ควรให้สิทธิพิเศษกับผู้ใช้งานรายใดบ้าง จะบอกว่าเราก้าวเข้าสู่ยุคการถูกจัดเก็บพฤติกรรมทุกอย่างเป็นดาต้า ด้วยหลักการ Datafication จนมันกลับมาส่งผลต่อชีวิตเรามากกว่าที่คิด

แอบดูว่าพนักงานคุยกัน ส่งผลให้ Productivity เพิ่มขึ้นเลยสั่งให้ไปคุย

เดิมทีบริษัทชอบคิดว่าการที่พนักงานแวะมาพักคุยเล่นหยอกล้อกัน จะทำให้เสียเวลาทำงานโดยเปล่าประโยชน์ แต่หลังจากการแอบส่องเฝ้าติดตามดูจึงพบว่า พนักงานกลุ่มที่ได้ออกมาเบรกพักคุยกันที่หน้าตู้กดน้ำนั้น กลับสร้าง Productivity ผลงานได้ดีกว่ากลุ่มที่เอาแต่ทำงานแล้วไม่ได้คุยกับใครเลย

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่เมื่อพักเบรกออกมากดตู้น้ำกิน ต้องได้เจอกับเพื่อนร่วมงานกันที่จุดนั้น ถ้าพักเบรกออกมาเฉยๆ ไม่ได้คุยกับใคร ก็ไม่ได้ส่งผลต่อ Productivity แต่อย่างไรครับ

ดังนั้นเมื่อบริษัทรู้แบบนี้ เลยออกกฏให้พนักงานมีช่วงเวลาพักเบรกที่ตรงกัน เพื่อจะได้ส่งเสริมให้พนักงานได้คุยกันระหว่างเบรกง่ายขึ้น จากการออกกฏง่ายๆ แบบนี้ส่งผลให้ Productivity รวมของบริษัทเพิ่มขึ้นมาก

พอเห็นข้อดีของการสอดแนบแอบส่องบ้างแล้วใช่ไหมครับ สำคัญคือต้องรู้ว่าแค่คุยกัน แต่บริษัทต้องไม่รู้เนื้อหาที่พนักงานคุยกัน ไม่อย่างนั้นจะถือเป็นการละเมิดอย่างอันตราย

ยิ่งรู้ข้อมูลคนนั้นมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งควบคุมเขาง่ายมากเท่านั้น

ใช่ครับ การจะควบคุมใครสักคนให้คิดหรือทำตามเรานั้นไม่ยาก แค่เราต้องรู้ข้อมูลเขาให้มากสักหน่อย เราก็จะสามารถวิเคราะห์คาดการณ์ต่อได้ไม่ยากว่าถ้าทำแบบนี้น่าจะต้องการอะไร ถ้าแสดงออกแบบนี้น่าจะกำลังคิดสิ่งไหน และนี่ก็คือแก่นของหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism เล่มนี้ มันคือการที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งหลายล้วนแอบเก็บสะสมดาต้าเราไว้มากในแบบที่เราก็คิดไม่ถึง

จนก่อให้เกิดเศรษฐกิจจากการสอดแนม สอดส่องเราเข้าไปถึงพื้นที่ส่วนตัวมากๆ เข้าไปในบ้าน ในห้องนอน หรือแม้แต่กระทั่งในห้องน้ำ ดีไม่ดีก็เข้าไปในร่างกายของเรา รู้กระทั่งจังหวะการหายใจ การตกใจของเรา นี่คือโลกที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ยกเว้นก็แต่เราจะหลีกหนีสังคมเมืองและโซเชียลที่วุ่นวาย ออกไปใช้ชีวิตส่วนตัวอยู่ในป่าเขาโดยไม่สนใจโลกาวิวัฒน์ของโลกใบนี้อีกแล้ว

เทคโนโลยีเพื่อป้องกันการสอดแนม Anti Surveillance Capitalism

Image credit: Simone C. Niquille, to.be/glamouflage

ท้ายที่สุดเมื่อผู้คนบางกลุ่มเริ่มตระหนักถึงการสอดแนมที่มีอยู่จริงในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ครั้นจะหนีเข้าป่าไปเพื่อไม่ให้ใครได้ติดตาม ก็ไม่สามารถใช้ชีวิตที่สะดวกสบายอย่างต้องการได้ผิดกับการอาศัยอยู่ในเมือง พวกเขาเหล่านี้เลยประดิษฐ์เทคโนโลยีเพื่อป้องกันการสอดแนมจากเอกชนและภาครัฐขึ้นมา

ตั้งแต่แว่น LED เพื่อป้องกันการบันทึกใบหน้าเราจากกล้องวงจรปิด หรือแอปกันการสอดแนมก็มีแล้ว ไปจนถึง Fashion Design แบบ Glamoflage ที่เอาใบหน้าคนมาไว้ในเสื้อผ้า เพื่อทำให้ระบบ AI ในกล้องวงจรปิดสับสนว่าตกลงมันมีกี่คนกันแน่

สุดท้ายก็ถึงขั้นเรียกร้องให้มาหน่วยงานภาครัฐที่จะเข้ามาควบคุม ดูแล ตรวจสอบ Algorithm ก่อนถูกนำมาใช้งาน เพราะทุกวันนี้เราล้วนใช้ชีวิตภายใต้ Algorithm โดยใครก็ไม่รู้ เขียนคำสั่งแบบใดก็ไม่รู้ เราไม่รู้ว่า Algorithm นั้นทำไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าของอย่างเดียวหรือเปล่า หรือมีการแอบแฝงเจตนาร้ายใส่ไว้ในโค้ด เพื่อต้องการชี้นำให้เราใช้ชีวิตอันตรายตามคำสั่งของผู้เขียนรหัส Algorithm แบบเงียบๆ

สรุปหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism ทุนนิยมสอดแนม

เมื่อโลกใบนี้อยู่ภายในการสอดแนม สอดส่อง แอบเก็บข้อมูลดาต้าเราทุกคนอยู่ตลอดเวลา และเราทุกคนก็ล้วนใช้ชีวิตไม่ใช่แค่ภายใต้กฏหมาย แต่ยังใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ชุดคำสั่ง Algorithm ของคนแปลกหน้าอยู่ทุกวัน เราจึงจำเป็นต้องรู้เท่าทันโลกยุคใหม่ ยุคที่เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยการดาต้าแบบละเอียดและลึกมากๆ

เราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้หลงเหลือความเป็น Privacy อยู่บ้าง เราจะปกป้องตัวเองแบบไหนจากการถูกชี้นำของ Algorithm ที่อาจประสงค์ร้ายมากกว่าดี ทั้งหมดมีคำตอบอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เมื่อสิ่งที่ควบคุมโลกไม่ใช่รัฐบาล แต่เป็นบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ที่แม้แต่รัฐบาลก็อาจถูกพวกเขาชักจูงอยู่ผ่านข้อมูลบนหน้าจอ ที่ค่อยๆ หล่อหลอมความคิดให้พวกเขานั้นมาตัดสินใจตามแนวทางของบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นได้ ใครจะรู้

อ่านแล้วเล่า สรุปหนังสือเล่มที่ 37 ของปี 2023

สรุปหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism ทุนนิยมสอดแนม
ระบบทุนนิยมใหม่ใต้เงาบรรษัทเทคยักษ์ใหญ่ และการต่อสู้เพื่อทวงคืนอนาคตดิจิทัลของมนุษยชาติ
Shoshana Zuboff เขียน
ฐณฐ จินดานนท์ แปล
สำนักพิมพ์ Bookscape

อ่านสรุปหนังสือแนวนี้ในอ่านแล้วเล่าต่อ https://www.summaread.net/category/big-data/

สนใจสั่งซื้อออนไลน์

By Nattapon Muangtum

จากนักอ่านที่เริ่มอยากหัดเขียน จากการที่ต้องอ่านเพราะความจำเป็น กลายเป็นอ่านเพราะหลงไหล, สวัสดีครับผมชื่อหนุ่ย ผมทำงานด้าน Digital and Data Marketing ผมยังมีเพจการตลาดอีกเพจที่อยากฝากให้ลองอ่านดูนะครับ https://www.facebook.com/everydaymarketing.co/

ปีก่อนคุณอ่านหนังสือกี่เล่ม ?